Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 17 หน้าที่ 58

เล่ม มมร. 17 หน้า 58 ข้อ 9
อันบุคคลนั้นยังไม่เห็น ดังนี้. สองบทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ความว่า ไม่ฉลาดในอริย- ธรรมอันแยกออกเป็นสติปัฏฐาน เป็นต้น. ก็ชื่อว่า วินัย มี ๒ อย่าง แต่ละอย่างในแต่ละ ประเภท มี ๕ เพราะความไม่มีวินัยทั้ง ๒ นั้น อัน นี้ท่านเรียกว่า อวินีต ในคำว่า อริยธมฺเม อวินีโต นี้. วินัย ๒ อย่าง จริงอยู่วินัยนี้มี ๒ อย่าง คือ สังวรวินัย ๑ ปหานวินัย ๑. เละวินัย แต่ละอย่าง ในวินัยแม้ทั้ง ๒ นี้ แยกออกเป็น ๕. จริงอยู่ แม้สังวร- วินัยมี ๕ คือ สีลสังวร สติสังวร ญาณสังวร ขันติสังวร เละวิริย- สังวร. แม้ปหานสังวร ก็มี ๕ อย่างเหมือนกัน คือ ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน และนิลสรณปหาน. สังวรวินัยทั้ง ๕ นั้น สังวรที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุเข้าถึงด้วยปาฏิโมกข์- สังวรนี้ นี้เรียกว่า สีลสังวร. สังวรที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ คือ ถึงการ สำรวมในจักขุนทรีย์ นี้เรียกว่า สติสังวร. สังวรที่ตรัสไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอชิตะ กระแส (ตัณหา) เหล่าใด ในโลกมีอยู่ สติย่อมเป็นเครื่อง ห้ามกระแสเหล่านั้น เราตถาคตกล่าวสติว่าเป็น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka