Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 17 หน้าที่ 170

เล่ม มมร. 17 หน้า 170 ข้อ 19
หมายรู้ขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญา ย่อมมีความเข้าใจว่า เราย่อมหมายรู้อัตตานี้ ด้วยอัตตานี้. บทว่า อตฺตนาว อตฺตานํ ความว่า เมื่อปุถุชนยึดถือสัญญาขันธ์ นั้นแลว่าเป็นอัตตา และยึดถือขันธ์ นอกนี้ว่าเป็นอนัตตา แล้วหมายรู้ ขันธ์ เหล่านั้นด้วยสัญญา ย่อมมีความเข้าใจอย่างนี้ว่า (เราหมายรู้ อนัตตาด้วยอัตตา). บทว่า อนตฺตนาว อตฺตานํ ความว่า เมื่อปุถุชนยึดถือสัญญาขันธ์ว่า อนัตตา และยึดถือขันธ์ ๔ นอกนี้ว่าอัตตา แล้วหมายรู้ขันธ์ ๔ เหล่านั้น. ด้วยสัญญา ย่อมมีความเข้าใจอย่างนี้ว่า (เราหมายรู้อัตตาด้วยยอนัตตา ). ทิฏฐิทุกอย่าง (ดังกล่าวมา) จัดเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิทั้งนั้น. อาการทั้งหลายมีอาทิว่า วโท วเทยฺโย เป็นอาการของการยึดมั่น ด้วยสัสสตทิฏฐินั้นเอง. ใน ๒ คำนั้นพึงทราบวินิจฉัยดงนี้. ที่ชื่อว่า วโท เพราะอรรถว่า ผู้บงการ อธิบายว่า ผู้ทำวจีกรรม. ที่ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอรรถว่า รู้ อธิบายว่า ทั้งรู้ทั้งเสวย. ถามว่า เสวยซึ่งอะไร ? ตอบว่า เสวยผลของกรรมดีและกรรมชั่วในภพนั้น ๆ. บทว่า ตตฺร ตตฺร ความว่า ในกำเนิด คติ ฐิติ นิวาส และนิกาย หรือในอารมณ์นั้น ๆ. บทว่า นิจฺโจ คือเว้นจากการบังเกิดขึ้นและการเสื่อมไป. บทว่า ธุโว คือมั่นคง ได้แก่เป็นสาระ. บทว่า สสฺสโต คือมีอยู่ตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า อวิปริณามธมฺโม ความว่า มีการไม่ละความเป็นปกติของตน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka