ตามคำที่พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนเป็นประจำมิให้ตกไปในอบาย ๔. ธรรม
นั้น เมื่อว่าโดยความหมาย ก็ได้แก่ อริยมรรคและนิพพาน. สมจริงด้วย
พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมะที่เป็น
สังขตะ (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ) มีอยู่เท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ ตถาคต
กล่าวว่า เป็นยอดแห่งธรรมที่เป็นสังขตะเหล่านั้น ความพิสดารเป็นดังว่า
มานี้. และไม่ใช่แต่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น (ที่ชื่อว่า
ธรรม ) โดยที่แท้แล แม้ประยัติธรรมพร้อมทั้งอริยผลทั้งหลาย (ก็ชื่อว่า
ธรรม ) สมจริงดังคำที่เทพบุตรกล่าวไว้ในฉัตตมาณวกวิมานวัตถุว่า
ท่านจงเข้าถึงธรรมนี้ซึ่งเป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ
ไม่หวั่นไหว ไม่มีความโศก ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมอันไพเราะที่พระพุทธเจ้าทรง
เชี่ยวชาญแล้ว ทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อย
เพื่อเป็นที่ระลึกที่พึ่งเถิด.
ในคาถานี้พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-
บทว่า เป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ คือเทพบุตรกล่าวถึงมรรค.
บทว่า เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มีความโศก คือเทพบุตรกล่าว
ถึงผล.
บทว่า เป็นธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง คือเทพบุตรกล่าวถึง
นิพพาน.
บทว่า ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมอันไพเราะ ที่พระพุทธเจ้าทรง
เชี่ยวชาญแล้วทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อยนี้ คือ เทพบุตรกล่าวถึง