บังเกิดขึ้นแห่งความรัก ดังนี้.
บทว่า มนาโป ความว่า เราพึงเป็นผู้เจริญใจของชนเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เราพึงเป็นผู้ต้องใจของชนเหล่านั้น คือ
พึงใช้ชนเหล่านั้นแผ่เมตตาจิตไป.
บทว่า ครุ ความว่า เราพึงเป็นที่ตระหนักของชนเหล่านั้นเช่น
เดียวกับฉัตร.
บทว่า ภาวนีโย ความว่า เราพึงเป็นผู้อันชนเหล่านั้นพึงยกย่อง
อย่างนี้ว่า ท่านรูปนี้ เมื่อรู้ก็รู้จริง เมื่อเห็นก็เห็นจริงแน่แท้ ดังนี้ .
บทว่า สีเลเสฺวสฺส ปริปูริการี ความว่า พึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์
ในจตุปาริสุทธิศีลนั้นแล อธิบายว่า พึงประกอบด้วยอาการที่ทำให้
บริบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง.
บทว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต ความว่า เป็นผู้ประกอบใน
การฝึกจิตของตน.
เพราะคำว่า อชฺฌตฺตํ หรือ อตฺตโน ในคำว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถ-
มนุยุตฺโต นี้ เป็นอย่างเดียว๑กัน คือมีอรรถอย่างเดียวกัน. ต่างกันที่
พยัญชนะเท่านั้น.
บทว่า สมถํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. ด้วย
บทอุปสัคนี้ว่า อนุ ก็เป็นอันสำเร็จในการประกอบความได้.
บทว่า อนิรากตซฺฌาโน ความว่า ผู้มีฌานอันอะไร ๆ นำออกไป
ภายนอกไม่ได้ หรือมีฌานอันอะไร ๆ ทำให้เสื่อมมิได้แล้ว. ความจริง
ชื่อว่า นิรากรณะนี้ ใช้ในความหมายว่า นำออกไป และทำให้พินาศ.
ก็พึงเห็นการประกอบความของนิรากรณะนั้น ดังในประโยคเป็นต้นว่า
๑. ปาฐะ เป็น เอตํ แต่ฉบับพม่าเป็น เอกํ จึงแปลตามฉบับพม่า.