Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 หน้าที่ 63

เล่ม มมร. 20 หน้า 63 ข้อ 35
ให้พวกเจ้าศากยะชาวกรุงกบิลพัสดุ์ ประดุจทรงยังพวกเจ้าศากยะให้ข้ามอากาศ คงคา๑ ประดุจทรงควักโอชะแห่งปฐพีมาให้ ประดุจทรงจับต้นหว้าใหญ่สั่น ประดุจทรงกวาดรวงผึ้งขนาดโยชน์หนึ่ง ด้วยจักรยนต์ ให้พวกเจ้าศากยะดื่ม น้ำผึ้งฉะนั้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร การถวายที่อยู่เป็นทานใหญ่ ที่อยู่ของพวกท่าน เราตถาคตก็ใช้สอยแล้ว ภิกษุสงฆ์ก็ใช้สอยแล้ว ที่อยู่ที่เราตถาคตและภิกษุสงฆ์ ใช้สอยแล้ว ก็เป็นอันพระธรรมรัตนะ ก็ใช้สอยแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระรัตนะทั้งสามใช้สอยแล้ว ก็เมื่อพวกท่านถวายอาวาสทานแล้ว ทานทั้งปวง ก็เป็นอันพวกท่านถวายแล้วเหมือนกัน ธรรมดาอานิสงส์ของ บรรณศาลาที่ตั้งอยู่บนพื้นดินก็ดี มณฑปที่ตั้งอยู่บนกิ่งไม้ก็ดี ใคร ๆ ก็ไม่ สามารถกำหนดได้ ครั้นตรัสธรรมกถาเป็นอันมาก มีนัยวิจิตรนานาประการ แล้ว ก็ตรัสพระคาถา (วิหารทานคาถา) ว่า วิหารย่อมป้องกันหนาวร้อนและ สัตว์ร้ายทั้งหลาย งูและยุงและฝนทั้งหลาย ในฤดูหนาว แต่นั้นลมและแดดอันร้ายที่เกิด เอง ย่อมบรรเทาไป. การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่ออยู่เร้น เพื่อสุข เพื่อเพ่งฌาน เพื่อเจริญ วิปัสสนา พระพุทธะทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เพราะฉะนั้นแล คนผู้เป็น บัณฑิตเมื่อพิจารณาเห็นสุของตน พึงสร้าง วิหารที่น่ารื่นรมย์ให้ภิกษุพวกพหูสูตอยู่อา- ศัย. อนึ่งพึงถวายข้าวน้ำ ผ้าและเสนาสนะ แก่ภิกษุเหล่านั้น มีใจเลื่อมใสในท่านผู้ ปฏิบัติตรง เขารู้ทั่วถึงธรรมอันใด ใน ๑. ดูอธิบายในอรรถกถาโปตลิยสูตร ต่อจากสูตรนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka