ดำเนินตามปกตินั่นเอง. บทว่า นาติทูเร ความว่า ก็ในที่ไกลเกินไป ก็ทรง
กลับถอยหลังก้าวหนึ่งหรือสองก้าวแล้วจึงค่อยประทับนั่งลง. ในที่ใกล้เกินไป
ก็ทรงก้าวเสด็จไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง สองก้าว แล้วค่อยประทับนั่งลง. เพราะ
ฉะนั้น เมื่อประทับยืนที่ย่างพระบาทใด เสด็จทรงถอยข้างหน้าหรือมาข้างหลัง
แล้ว จึงจะประทับนั่งได้ ก็จะทรงเปลี่ยนที่ย่างพระบาทนั้น.
บทว่า ปาณินา ความว่า ไม่ทรงเอาพระหัตถ์จับอาสนะมาประทับนั่ง
เหมือนคนป่วย เพราะโรคลม. บทว่า ปกฺขิปติ ความว่า บุคคลใดกระทำ
การงานอะไร ๆ เหน็ดเหนื่อยจนล้มไปทั้งยืน แม้บุคคลใดนั่งพิงอวัยวะด้านหน้า
เอนกายไปจนถึงอวัยวะด้านหลัง หรือนั่งพิงอวัยวะด้านหลังเอนกายอย่างนั้น
จนถึงอวัยวะด้านหน้า ทั้งหมดนั้น ชื่อว่า พิงกายที่อาสนะ. ส่วนพระผู้มี-
พระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำอย่างนั้น ประทับนั่งค่อย ๆ ดุจป้องกันของที่ห้อยอยู่ตรง
กลางอาสนะ ดุจวางปุยนุ่นไว้ฉะนั้น. บทว่า หตฺถกุกฺกุจฺจํ ความว่า กระทำ
การเช็ดหยดน้ำที่ขอบปากบาตร คือ กระทำการที่ไม่ได้ระวัง โบกแมลงวัน
และใช้มือแคะเขี่ยหูเป็นต้น. บทว่า ปาทกุกฺกุจฺจํ คือ การไม่ระวังเท้า เช่น
เอาเท้าถูพื้นเป็นต้น.
บทว่า น ฉมฺภติ แปลว่า ไม่กลัว. บทว่า น กมฺปติ แปลว่า
ไม่จมลง. บทว่า น เวธติ คือ ไม่หวั่นไหว. บทว่า น ปริตสฺสติ แปลว่า
ไม่สะดุ้ง ด้วยความสะดุ้งเพราะกลัวบ้าง ด้วยการสะดุ้งเพราะทะยานอยากบ้าง.
คือภิกษุบางรูปย่อมสะดุ้ง ด้วยความสะดุ้งเพราะกลัวว่า เมื่อพวกคนมาเพื่อ
ประโยชน์ธรรมกถาเป็นต้น ไหว้แล้วยืนอยู่ เราจักอาจเพื่อยึดใจของคนเหล่า
นั้น กล่าวธรรมหรือหนอ เมื่อถูกถามปัญหาแล้วจักอาจวิสัชนาได้ หรือจัก
อาจกระทำอนุโมทนาได้หรือ. ภิกษุบางรูปก็คิดว่าข้าวยาคูที่ชอบใจจะมาถึงเรา
หรือหนอ หรือว่าของเคี้ยวชนิดของว่างที่ชอบใจจะมาถึงเรา และก็สะดุ้งด้วย