ความว่า จะแสดงธรรมแก่มาตุคามด้วยวาจาเพียง ๕-๖ ค่ำ ก็ควร แต่ถ้าถูก
ถามปัญหา จะกล่าวคาถาแม้ตั้งพัน ก็สมควรโดยแท้. ก็พระเถระไม่เคยทำสิ่ง
ที่เป็นกับปิยะให้เป็นอกัปปิยะเลย. แท้จริงการทำเช่นนั้น โดยมากจะมีแก่ภิกษุ
ผู้เข้าตระกูล. บทว่า ภิกฺขุนูปสฺสยํ แปลว่า สำนักของภิกษุณี. ก็ผู้ที่จะ
เยี่ยมไข้จะไปสำนักของภิกษุณีนั้น ก็ควร. ก็พระเถระไม่กระทำเฉพาะสิ่งที่เป็น
กัปปิยะ. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า จุณฺเณน ได้แก่ จุณแห่งดอกคำฝอย
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริกมฺเม ได้แก่ กระทำการนวดตัว.
บทว่า วิจาริตา แปลว่า ให้ประกอบแล้ว. บทว่า คทฺทูหนมตฺตํ ความว่า
แม้ชั่วขณะจับนมโค แล้วรีดเอาน้ำนมเพียงหยดเดียว.
ก็พระเถระไม่เคยอาพาธด้วยเหตุไร ๆ เลย. ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ. มีภิกษุหนึ่งแสนเป็นบริวาร เสด็จ
เที่ยวจาริกไป ต้นไม้ที่มีพิษในป่าหิมพานต์บานแล้ว . แม้ภิกษุทั้งแสนก็ป่วย
เป็นโรคเนื่องด้วยดอกหญ้าเป็นพิษ. ในสมัยนั้น พระเถระเป็นดาบสผู้มีฤทธิ์ .
ท่านเหาะไปเห็นภิกษุสงฆ์ จึงลงมาถามถึงโรคที่เป็น แล้วนำโอสถมาจากป่า
หิมพานต์จัดถวาย. พอกระทบยาเท่านั้น โรคก็สงบทันที. แม้ในศาสนาของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ท่านหยุดไถนาในวันแรกนา ให้
สร้างโรงครัว และเวจกุฏิ จัดยาถวายภิกษุสงฆ์เป็นประจำ ด้วยกรรมนี้ท่าน
จึงเป็นผู้ปราศจากอาพาธ. และเพราะท่านถือการนั่งเป็นวัตรอย่างอุกฤษฏ์ และ
การอยู่ป่าเป็นวัตรอย่างอุกฤษฏ์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า นาภิชานามิ
อปสฺสยิตา.
บทว่า สรโณ แปลว่า ยังมีกิเลส. บทว่า อญฺา อุทปาทิ ความ
ว่า ไม่ควรพยากรณ์พระอรหัต แก่อนุปสัมบัน.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงได้พยากรณ์.