ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเ จ้า ทรงมีพุทธประสงค์จะพบภิกษุทั้งหลาย
ผู้ก่อการทะเลาะกัน แล้วกลับอยู่ด้วยความสมัครสมานสามัคคีกัน หลังแต่เห็น
โทษของความทะเลาะนั้น เพราะฉะนั้นจึงเสด็จเข้าไปในปาจีนวังสทายวันนั้น
ดุจคนถูกความหนาวเป็นต้นเบียดเบียนแล้ว ปรารถนาความอบอุ่นเป็นต้น
ฉะนั้น. บทว่า อายสฺมา จ อนุรุทฺโธ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
บทว่า อตฺถิ ปน โว ความว่า พึงถามโลกุตตรธรรมด้วยคำถามครั้งหลังสุด.
ก็โลกุตตรธรรมนั้นไม่มีแก่พระเถระทั้งหลาย เพราะฉะนั้น การถามถึงโลกุตตร-
ธรรมจึงไม่สมควรเลย เพราะฉะนั้นท่านจึงถามถึงโอภาสแห่งบริกรรม.
บทว่า โอภาสํเยว สญฺชานาม ได้แก่ รู้สึกแสงสว่างแห่งบริกรรม.
บทว่า ทสฺสนญฺจ รูปานํ ได้แก่รู้ชัดการเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ. บทว่า
ตญฺจ นิมิตฺตํ น ปฏิวิชฌาม ความว่า ก็โอภาสและการเห็นรูป
ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ย่อมหายไปด้วยเหตุใด ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ยังไม่รู้ซึ้งซึ่งเหตุนั้น. บทว่า ตํ โข ปน โว อนุรุทฺธา นิมิตฺตํ
ปฏิวิชฺฌิตพฺพํ ความว่า พวกเธอควรรู้เหตุนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงปรารภเทศนานี้ ด้วยคำนี้อาทิว่า อหํปิ สุทํ ดังนี้ ก็เพื่อจะทรงแสดงว่า
ดูก่อนอนุรุทธะ พวกเธอหม่นหมองอยู่หรือหนอ แม้เราก็เคยหม่นหมองมาแล้ว
ด้วยอุปกิเลส ๑๑ ประการเหล่านี้. ในบทว่า วิจิกิจฺฉา โข เม เป็นต้น ความ
ว่า พระมหาสัตว์ เจริญอาโลกกสิณแล้วเห็นรูปมีอย่างต่าง ๆ ด้วยทิพยจักษุ
จึงเกิดวิจิกิจฉาว่า นี้อะไรหนอ นี้อะไรหนอ. บทว่า สมาธิ จวิ ความว่า
บริกรรมสมาธิจึงเคลื่อน. บทว่า โอภาโส ความว่า แม้โอภาสแห่งบริกรรม
ก็หายไป คือไม่เห็นรูปแม้ด้วยทิพยจักษุ. บทว่า อมนสิกาโร ความว่า
วิจิกิจฉาย่อมเกิดแก่ผู้ที่เห็นรูป คือเกิดอมนสิการว่า บัดนี้เราจะไม่ใส่ใจอะไร ๆ.
บทว่า ถีนมิทฺธํ ความว่า เมื่อไม่ใส่ใจถึงอะไร ๆ ถีนมิทธะก็เกิดขึ้น. บทว่า
ฉมฺภิตตฺตํ ความว่า ภิกษุเจริญอาโลกกสิณ มุ่งหน้าไปทางหิมวันตประเทศ