บทว่า โอภาสนิมิตฺตํ มนสิกโรมิ ความว่า เราได้มีความรู้ดังนี้
ว่า เราใส่ใจแต่แสงสว่างแห่งบริกรรมอย่างเดียว. บทว่า น จ รูปานิ ปสฺสามิ
ความว่า เราไม่เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ. บทว่า รูปนิมิตฺตํ มนสิกโรมิ ความว่า
เราใส่ใจถึงรูปที่เป็นอารมณ์เท่านั้น ด้วยทิพยจักษุ.
บทว่า ปริตฺตญฺเจว โอภาสํ ได้แก่ แสงสว่างในพระกัมมัฏฐาน
นิดหน่อย. บทว่า ปริตฺตานิ จ รูปานิ ได้แก่ รูปในพระกัมมัฏฐานนิด
หน่อย. บัณฑิตพึงทราบทุติยวาร โดยปริยายตรงกันข้าม. บทว่า ปริตฺโต
สมาธิ ได้แก่ โอภาสแห่งบริกรรมนิดหน่อย. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวบริกรรม
สมาธิว่า นิดหน่อยดังนี้ หมายถึงแสงสว่างเล็กน้อย. บทว่า ปริตฺตํ ตสฺมึ
สมเย ความว่า ในสมัยนั้น แม้ทิพยจักษุ ก็มีเล็กน้อย. แม้ในอัปปมาณวาร
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อวิตกฺกํปิ วิจารมตฺตํ ได้แก่ สมาธิในทุติยฌานในปัญจกนัย.
บทว่า อวิตกฺกํปิ อวิจารํ ได้แก่ สมาธิในหมวด ๓ แห่งฌาน ทั้งในจตุกกนัย
ทั้งในปัญจกนัย. บทว่า สปฺปีติกํ ได้แก่ สมาธิในทุกฌาน และติกฌาน.
บทว่า นิปฺปีติกํ ได้แก่ สมาธิในทุกทุกฌาน. บทว่า สาตสหคตตํ
ได้แก่ สมาธิในติกจตุกกฌาน. บทว่า อุเปกฺขาสหคตํ นี้ ในจตุกกนัยได้
แก่ สมาธิในจตุตถฌาน ในปัญจกนัยได้แก่ สมาธิในปัญจมฌาน.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเจริญสมาธิมีอย่าง ๓ นี้ ในเวลาไหน.
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง ณ ควงมหาโพธิพฤกษ์ ทรง
เจริญสมาธิอย่างนี้ในปัจฉิมยาม.