ไม่เกิด คิดมิให้เกิดเป็นต้น มีภาวะต่างกัน. ส่วนในขณะแห่งมรรคความเพียร
เป็นกุศลอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ยังองค์มรรคให้บริบูรณ์อยู่ ด้วย
สามารถให้สำเร็จกิจ ในฐานะ ๔ เหล่านี้แล นี้ชื่อว่า สัมมาวายามะ.
แม้สัมมาสติ ชื่อว่า ต่างกันในส่วนเบื้องต้น เพราะความต่างกัน
แห่งจิตกำหนดกายเป็นต้น. ส่วนในขณะแห่งมรรค สติอย่างเดียว ย่อมเกิดขึ้น
ยังองค์แห่งมรรคให้บริบูรณ์อยู่ ด้วยสามารถให้สำเร็จกิจ ในฐานะ ๔ เหล่านี้
นี้ชื่อว่า สัมมาสติ.
พึงทราบในฌานเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้น สัมมาสมาธิ ต่างกัน
ด้วยสามารถสมาบัติ ในขณะแห่งมรรค ด้วยสามารถมรรคที่ต่างกัน. จริงอยู่
ปฐมมรรคของฌานอย่างหนึ่ง ย่อมมีปฐมฌาน แม้ทุติยมรรคเป็นต้น มี
ปฐมฌาน หรือมีฌานอย่างใด อย่างหนึ่ง ในทุติยฌานเป็นต้น ปฐมมรรค
ของฌานอย่างหนึ่ง ย่อมมีฌานอย่างใด อย่างหนึ่ง แห่งทุติยฌานเป็นต้น.
แม้ทุติยมรรคเป็นต้น มีฌานอย่างใด อย่างหนึ่ง แห่งทุติยฌานเป็นต้น
หรือมีปฐมฌาน. มรรคแม้ ๔ จะเหมือนกัน ไม่เหมือนกันหรือเหมือนกัน
บางอย่าง ย่อมมีด้วยสามารถแห่งฌาน อย่างนี้แล.
ส่วนความต่างกันแห่งมรรคนี้ ย่อมมีด้วยการกำหนดฌานที่เป็นบาท.
จริงอยู่ มรรคที่เกิดขึ้นแก่ผู้ได้ปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้วเห็นแจ้งอยู่
ย่อมมีปฐมฌานด้วยการกำหนดฌานที่เป็นบาท. ส่วนในฌานนี้ ย่อมมีองค์แห่ง
มรรคโพชฌงค์และฌานบริบูรณ์แล้วแล. มรรคที่เกิดขึ้นแก่ผู้ออกจากทุติยฌาน
แล้วเห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีทุติยฌาน. ส่วนในฌานนี้ องค์มรรคมี ๗ มรรคที่เกิด
ขึ้นแก่ผู้ออกจากตติยฌานเห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีตติยฌานก็ในฌานนี้มีองค์มรรค ๗
โพชฌงค์มี ๖. ตั้งแต่จตุตถฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะก็มีนัยนี้.
จตุกกฌานและปัญจมกฌานในอรูปฌานย่อมเกิดขึ้น และฌานนั้น
ท่านกล่าวว่า เป็นโลกุตระหาเป็นโลกิยะไม่ ดังนี้.