Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 235

เล่ม มมร. 32 หน้า 235 ข้อ 146
ความหมายของภาษิต เป็นผู้มีปัญญา คนเดียว เท่านั้น ประเสริฐกว่า (คนตั้ง ๑๐๐ คน). พระโพธิสัตว์ทำให้หมู่ฤาษีเข้าใจอย่างนี้แล้ว กลับไปพรหมโลก. แม้หมู่ฤาษีที่เหลือ ไม่เสื่อมฌานทำกาลแล้ว มีพรหมโลกเป็นที่ไป ในเบื้องหน้า ในบรรดาบบุคคลเหล่านั้น พระโพธิสัตว์บรรลุพระ สัพพัญญุตญาณ. หัวหน้าอันเตวาสิก เป็นพระสารีบุตร. ฤาษีที่เหลือ เป็นพุทธบริษัท แม้ในอดีตกาล ก็พึงทราบว่าพระสารีบุตรมีปัญญา มาก สามารถรู้อรรถของภาษิตที่ตรัสไว้อย่างสังเขป โดยพิสดาร ได้ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ ปุถุชนปัญจกปัญหา ให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ตรัสชาดกนี้ว่า ถ้าแม้คนเกิน ๑๐๐ คน ประชุมกัน คนเหล่านั้น ไม่ปัญญา พึงเพ่งพินิจอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ผู้รู้อรรถ ของภาษิต ผู้มีปัญญาคนเดียวเท่านั้นประเสริฐกว่า เนื้อความของชาดกนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในชาดก ก่อนนั่นแล. ทรงกระทำปุถุชนปัญจกปัญหานี้แล อีกข้อหนึ่ง ให้เป็น เหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดงอนังคณชาดกนี้ว่า ทั้งคนมีสัญญาก็ ทุคคตะ ทั้งคนไม่มีสัญญา ก็ทุคคตะ สุขในสมาบัตินั่น ไม่มีเครื่องยียวน ย่อมมีได้แก่เหล่าชนเว้นคน ๒ พวกนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka