Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 3 หน้าที่ 408

เล่ม มมร. 3 หน้า 408 ข้อ 520
กถาให้สมควรแก่เรื่องราวนั้นแล้ว เมื่อจะทรงทำโทษแห่งวิญญัติให้ ปรากฏชัดแม้อีก จึงทรงแสดง ๓ เรื่องนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า ภูตปพฺพํ ภิกฺขเว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณิกณฺโ มีความว่า ได้ยินว่า พญานาคนั้นประดับแก้วมณีมีค่ามาก ซึ่งอำนวยให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไว้ที่คอ เที่ยวไป ; เพราะฉะนั้น จึงปรากฎนามว่า มณิกัณฐนาคราช. คำว่า อุปริมุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ อฏฺาสิ มีความว่า ได้ยินว่า บรรดาฤษีทั้ง ๒ นั้น ฤษีผู้น้องนั้น เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา; เพราะ เหตุนั้น พญานาคนั้นจึงขึ้นมาจากแม่น้ำ นิรมิตเพศเป็นเทวดานั่งในสำนัก แห่งฤษีนั้น กล่าวสันโมทนียกถา ละเพศเทวดานั้นแล้ว กลับกลาย เป็นเพศเดิมของตนนั้นแล วงล้อมฤษีนั้น เมื่อจะทำอาการเลื่อมใส จึง แผ่พังพานใหญ่เบื้องบนศีรษะแห่งฤษีนั้น ดุจกั้นร่มไว้ยับยั้งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วจึงหลีกไป. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ได้ยืน แผ่พังพานใหญ่ไว้ ณ เบื้องบนศีรษะ ดังนี้. ข้อว่า มณิมสฺส กณฺเ ปิลนฺธนํ มีความว่า ซึ่งแก้วมณีอัน พญานาคนั้นประดับไว้ คือ สวมไว้ที่คอ. สองบทว่า เอกมนฺตํ อฏฺาสิ มีความว่า พญานาคนั้นมาแล้ว โดยเพศเทวดานั้น ชื่นชมอยู่กับดาบส ได้ยืนอยู่ ณ ประเทศหนึ่ง. บทว่า มนฺนปานํ ได้แก่ ข้าวและน้ำของเรา. บทว่า วิปุลํ ได้แก่ มากมาย. บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ประณีต.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka