Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 3 หน้าที่ 410

เล่ม มมร. 3 หน้า 410 ข้อ 520
และปัจฉิมยาม. ภิกษุนั้นเป็นผู้รำคาญด้วยเสียงนกนั้น จึงได้ไปยังสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เข้ามาหาเราถึงที่อยู่. ในคำว่า กุโต จ ตฺวํ ภิกฺขุ อาคจฺฉสิ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้:- ภิกษุนั้นนั่งอยู่แล้ว (ในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ) มิใช่พึงมา, แต่ การที่จะกล่าวอย่างนี้ในอดีตกาลใกล้ปัจจุบันกาลยอมมีได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ! ก็เธอมาจากไหนเล่า ? อธิบายว่า เธอเป็นผู้มาแล้วแต่ที่ไหน ? แม้ในคำว่า ตโต อหํ ภควา อาคจฺฉามิ นี้ ก็มีนัยอย่างนั้น เหมือนกัน. บทว่า อุพฺพาฬฺโห มีความว่า เป็นผู้ถูกเสียงรบกวน คือ ก่อให้ เกิดความรำคาญ. ในคำว่า โส สกุณสงฺโฆ ภิกขุ ปตฺตํ ยาจติ นี้ มีวินิจฉัย ดังนี้:- ฝูงนกย่อมไม่รู้คำพูดของภิกษุ. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำให้ มันรู้โดยอานุภาพของพระองค์. คำว่า อปาหํ เต น ชานามิ มีความว่า เออ เราก็ไม่รู้จักชน เหล่านั้นว่า ชนเหล่านี้ เป็นคนพวกไหน หรือว่า ชนพวกนี้เป็นคน ของใคร. สองบทว่า สงฺคมฺม ยาจนฺติ มีความว่า ชนเหล่านั้นพากันมา คือ รวมกันเป็นพวก ๆ อ้อนวอนขออยู่. คำว่า ยาจโก อปฺปิโย โหติ มีความว่า บุคคลผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รัก (ของผู้ถูกขอ).
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka