Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 36 หน้าที่ 732

เล่ม มมร. 36 หน้า 732 ข้อ 329
จักขุนทรีย์ถูกซี่เหล็กที่ร้อนไฟติดลุกโชนโชติช่วงทิ่มเอายังดีกว่า แต่การถือนิมิต ในรูปทั้งหลายที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุโดยอนุพยัญชนะ ไม่ประเสริฐเลย. ในบทว่า จกฺขุนฺทริยสํวรสํวุโต วิหรติ นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ อินทรีย์คือจักษุ ชื่อว่า จักขุนทรีย์. ที่ชื่อว่า สังวร เพราะระวัง มีคำอธิบายว่า เพราะปิด คือ เพราะกั้น. คำว่า สังวร นั่นเป็นชื่อของสติ. สังวรในจักขุนทรีย์ ชื่อว่า จักขุนทรีย์สังวร ก็จักขุนทรีย์สังวรนี้ แม้เมื่อ ชวนจิตเกิดขึ้น ก็เรียกว่า จักขุนทรียสังวร เพราะห้ามกิเลสทั้งหลายมิให้ เกิดขึ้นในทวารนั้น. บทว่า สํวุโต ได้แก่ ประกอบด้วยสังวรนั้น ความจริง เป็นอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อิมินา ปาฏิโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ ฯเปฯ สมนฺนาคโต ดังนี้ ไว้ในวิภังค์นี้ว่า ปาฏิโมกฺข- สํวรสํวุโต. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สํวริ แปลว่า ระวังแล้ว มีคำอธิบายว่า กั้นแล้ว คือ ปิดแล้ว. บทว่า จกฺขุนฺทฺริยสํวรสํวุโต ความว่า ระวัง มีคำอธิบายว่า กั้น คือ ปิด บานประตูคือสติ กล่าวคือจักขุนทรียสังวรที่ จักขุทวาร เหมือนปิดประตูที่ประตูเรือนฉะนั้น. ความหมายดังว่ามานี้แลในสูตรนี้ดีกว่า. จริงอย่างนั้น ความหมาย นี้แล ปรากฏในบทเหล่านี้ คือ จกฺขุนฺทฺริยสํวรํ อสํวุตสฺส วิหรโต สํวุตสฺส วิหรโต (ผู้ไม่สำรวมซึ่งสังวรอินทรีย์ คือจักษุอยู่ ผู้สำรวมซึ่ง สังวรอินทรีย์ คือจักษุอยู่) ในบทว่า ยญฺหิสฺส เป็นต้น มีอธิบายว่า ภิกษุนั้นไม่สำรวม คือ ไม่กั้น ไม่ปิดจักขุนทรียสังวรใดอยู่. อีกอย่างหนึ่ง เย อักษรอาเทสเป็น ยํ ก็ได้ ความหมายเท่ากับ เย อสฺส. บทว่า อาสวา วิฆาตปริฬาหา ความ อาสวะ ๔ อย่าง และ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka