Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 3 หน้าที่ 915

เล่ม มมร. 3 หน้า 915 ข้อ 96
ด้วยคำว่า น โข เม ภนฺเต มนาปานิ นี้ ภิกษุนั้นย่อมแสดง ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ถือตามความชอบใจตาม ความพอใจของตน คือ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ถูกอุปัชฌาย์ให้ถือดุจบุคคล ถูกบังคับให้ถือด้วยการบีบคอ และด้วยการตีที่กระหม่อมฉะนั้น. บทว่า ปญฺายิสฺสติ มีความว่า จักเป็นผู้ปรากฏ คือ เป็นผู้มี ชื่อเสียง. มีคำอธิบายว่า จักปรากฏในกติกานั้น. ข้อว่า น มยํ อปฺปญฺตฺตํ ปญฺาเปสฺสาม มีความว่า เรา ทั้งหลายชื่อว่าเป็นสาวก จักไม่บัญญัติข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรง บัญญัติไว้. จริงอยู่ วิสัย คือการบัญญัติสิกขาบทที่มิได้ทรงบัญญัติ หรือ การถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว โดยนัยว่า ปาจิตตีย์ ทุกกฏ เป็นต้น นี้เป็นพุทธวิสัย. ด้วยบทว่า สมาทาย นี้ พระอุปเสนะ แสดงว่า เราทั้งหลาย จักสมาทานสิกขาบทนั้น ๆ แล้วรับว่า ดีละ โดยดี ดังนี้แล้วจักศึกษาใน สิกขาบททั้งปวง ตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระหฤทัยโปรดปรานแล้ว ได้ทรงกระทำสาธุการแม้อีก แก่พระ- อุปเสนะนั้นว่า ดีละ ดีละ. บทสนธิว่า อนุญฺาตาวโส ตัดบทว่า อนุญฺาตํ อาวุโส แปลว่า (ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว). บทว่า ปิหนฺตา แปลว่า กระหยิ่มอยู่. สองบทว่า สนฺถตานิ อุชฺฌิตฺวา มีความว่า ละทิ้งสันถัตทั้งปวง แล้ว เพราะเป็นผู้มีความสำคัญในสันถัตว่า เป็นจีวรผืนที่ ๕.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka