ทั้งปวง ในครั้งปฐมโพธิกาล เป็นเพียงอุทานที่เกิดจากปีติและโสมนัส
ดุจคำมีอาทิว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายทำให้เรายินดีหนอ ไม่เป็นคำ
ประกาศของความเป็นไปหรือหวนกลับมา ดุจคำมีอาทิว่า ยทา หเว
ปาตุภวนฺติ ธมฺมา เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏ เพราะฉะนั้น
ไม่พึงเห็นว่า พระธรรมสังคาหกาจารย์ร้อยกรองไว้ในอุทานบาลี.
ก็อุทานนี้นั้น นับเนื่องในสุตตันตปิฎกในบรรดาปิฎก ๓ คือ วินัย-
ปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธัมมปิฎก นับเนื่องในขุททกนิกาย ในบรรดา
นิกาย ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตรนิกาย
และขุททกนิกาย สงเคราะห์เข้าในอุทาน ในบรรดาสัตถุสาสน์มีองค์ ๙
คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก
อัพภูตธรรมและเวทัลละ. สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์เล็กน้อย ในบรรดา
ธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ที่พระธรรมภัณฑาคาริกภิกษุ ปฏิญญา
ไว้อย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าเรียนจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ ธรรม-
ขันธ์ จากภิกษุ ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ รวมเป็นธรรม
ขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์
ว่าโดยวรรคมี ๘ วรรค คือ โพธิวรรค มุจจลินทวรรค
นันทวรรค เมฆิยวรรค มหาวรรค ชัจจันธวรรค จูฬวรรค ปาฏลิคามิย-
วรรค. ว่าโดยสูตร สงเคราะห์เป็น ๘๐ สูตร. ว่าโดยคาถา สงเคราะห์
เป็นอุทานคาถา ๙๕ คาถา. ว่าโดยภาณวารประมาณ ๙ ครึ่งภาณวาร.
ว่าโดยอนุสนธิ มี ๑ อนุสนธิ คือ ปุจฉานุสนธิในโพธิสูตรทั้งหลาย.
ในสุปปพุทธสูตร มี ๒ อนุสนธิ คือ ปุจฉานุสนธิและยถานุสนธิ. ใน
สูตรที่เหลือ มีอนุสนธิแต่ละอย่าง ด้วยอำนาจยถานุสนธิ แต่อัชฌาสยานุ-