Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 62

เล่ม มมร. 44 หน้า 62 ข้อ 38
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้ถูก อวิชชาใดหุ้มห่อไว้ ผู้สัมปยุตด้วยตัณหาใดยังเป็น ไปแล้ว อวิชชานั้น คนพาลยังละไม่ได้ และตัณหา นั้นก็ยังไม่สิ้นไป. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เพราะคนพาลไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ สิ้นทุกข์โดยชอบ เพราะฉะนั้น คนพาลย่อมเข้าถึง กาย (อีก) เพราะกายแตก คนพาลนั้นเมื่อเข้าถึงกาย ย่อมไม่พ้นจาก ญาติ ชรา และมรณะ. ก็เพราะอวิชชาของผู้สิ้นสังโยชน์แล้วไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะ ตัณหาและอุปาทานไม่มี อุปาทานและภพจึงไม่มี เพราะเหตุนั้น วัฏฏะ จักปรากฏความขาดสิ้น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแลท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ดูก่อนผัคคุณะ ก็เพราะดับด้วยการสำรอก ผัสสายตนะ ๖ ได้โดยไม่เหลือ ผัสสะจึงดับ เพราะ ผัสสะดับ เวทนาจึงดับ. จริงอยู่ ตั้งแต่บรรลุพระอรหัตมรรคจนถึงปรินิพพาน อายตนะ ๖ เป็นต้น จะไม่เป็นไปก็หามิได้. โดยที่แท้ ท่านกล่าวถึงนิโรธ เพราะภาระ ที่ไม่มี ภาวะที่ควรกล่าวศัพท์นิโรธ ภาวะที่สิ้นสังโยชน์. อีกอย่างหนึ่ง กรรมแม้ที่ทำไว้นาน จัดว่ามีอยู่ตามควรแก่ผล เพราะผลยังไม่เกิด และ เพราะยังไม่ละอาหาร คือ ไม่ใช่ผลที่เกิดแล้ว ทั้งก็ไม่ใช่ละอาหารแล้วแล. ภาวะที่ปัจจัยเป็นเหตุเกิดผลมีอวิชชาและสังขารเป็นต้น เป็นปัจจัยควรแก่ ผลโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล พึงทราบว่า อนิโรธ (ไม่ดับ.) ก็เพราะปัจจัย ที่ให้เกิดผลอย่างนั้นยังไม่ดับ เว้นเหตุใดเสีย ผลไม่เกิด เหตุนั้น มีอดีตเหตุ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka