ประกอบศัพท์เป็นการเลียนความประสงค์ที่ท่านกล่าว เหตุนั้น บทที่ ๑
ท่านกล่าวถึงชลาพุชะกำเนิดมีสีหะและพยัคฆะ เป็นต้น. บทที่ ๒ กล่าวถึง
อัณฑชะกำเนิดมีงูและงูเห่า เป็นต้น . เพราะฉะนั้น อาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า
ยักษ์แสดงเนื้อความนี้ด้วยสองบทว่า อหนฺเต ชีวิตหารโก เรานำชีวิต
ของท่านไป เหมือนสีหะเป็นต้น และงูเป็นต้น . แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง
กล่าวบาลีว่า อักขุละ ภักขุละ แล้วกล่าวเนื้อความของสองบทนั้นว่า ที่
ชื่อว่า อักขุละ เพราะไป คือเป็นไปเพื่อทำลายให้สิ้นไป ให้พินาศไป
ที่ชื่อว่า ภักขุละ เพราะไปเพื่อจะกิน คือเคี้ยวกิน ก็อรรถนั้นคืออะไร ?
คือใคร ๆ มียักษ์ รากษส ปีศาจ สีหะ และพยัคฆะเป็นต้น ตนใดตน
หนึ่ง เป็นผู้นำความพินาศมาให้แก่พวกมนุษย์. แม้ในที่นี้ ก็พึงทราบ
อธิบายความโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั้นแหละ.
บทว่า เอโส เต สมณ ปิสาโจ ความว่า ยักษ์เนรมิตรูปน่ากลัว
ใหญ่โต ยืนตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวหมายถึงตนว่า สมณะ
ผู้เจริญ ปีศาจผู้มักกินเนื้อปรากฏแก่ท่านแล้ว.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า รู้ประการแปลกนี้ที่ยักษ์นั้น
ให้เป็นไปทางกายและวาจา และรู้ความที่ตนหมดอุปกิเลสในโลกธรรม
เป็นเหตุแห่งอาการที่ยักษ์นั้นข่มขู่ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง. บทว่า ตายํ
เวลายํ ได้แก่ เวลาที่ทำอาการแปลกนั้น. บทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ
ความว่า ไม่คำนึงถึงอาการแปลกนั้น ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงธรรมา-
นุภาพ มีการไม่คำนึงอาการแปลกนั้นเป็นเหตุ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา สเก สุธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมคือ
อุปาทานขันธ์ ๕ กล่าวคืออัตภาพของตนในกาลใด. บทว่า ปารคู ความ