Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 146

เล่ม มมร. 44 หน้า 146 ข้อ 50
พระองค์ประทับยืนอยู่ระหว่างถนน จึงตรัสว่า อนฺตฆรํ ปวิฏฺมฺหา ดังนี้. บทว่า ทุชฺชานํ แปลว่า พึงรู้ได้ยาก. ด้วยบทว่า ชีวิตนฺตรายานํ ท่านพาหิยะประสงค์จะกล่าวว่า การเป็นไปหรือไม่เป็นไปแห่งธรรมอันทำ อันตรายต่อชีวิต จึงกล่าวว่า ชีวิตนฺตรายานํ ดังนี้ ด้วยอำนาจการหมุน เวียน. จริงอย่างนั้น ชีวิตคือความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัยเป็นอันมาก และอันตรายต่อชีวิตนั้นก็มีมาก. สมจริงดังที่ตรัสว่า อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺา มรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา พึงรีบทำความเพียรในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยนด้วย มฤตยูอันมีเสนาใหญ่ ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย. ก็เพราะเหตุไร ท่านพาหิยะนี้จึงมุ่งแต่อันตรายชีวิตเท่านั้นเป็นอัน ดับแรก. อาจารย์บางพวกแก้ว่า เพราะท่านรู้แต่อารมณ์ที่เป็นนิมิตหรือ ฉลาดในสิ่งที่คนไม่เห็น. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เพราะท่านได้ยิน อันตรายชีวิตในสำนักของเทวดา. ก็ท่านถูกอุปนิสัยสมบัติตักเตือนจึงกล่าว อย่างนั้น เพราะเป็นผู้มีภพสุดท้าย. จริงอยู่ ท่านเหล่านั้นยังไม่บรรลุ พระอรหัต จึงไม่สิ้นชีวิต. ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระ- ประสงค์จะทรงแสดงธรรมแก่ท่านนั่นแหละ จึงห้ามไว้ถึง ๒ ครั้ง ได้ยิน ว่าพระองค์มีพระดำริอย่างนี้ว่า ตั้งแต่เวลาที่พาหิยะนี้เห็นเรา สรีระทั้งสิ้น อันปีติถูกต้องไม่ขาดระยะ กำลังปีติมีความรุนแรง แม้จักฟังธรรมแล้วก็ไม่ สามารถแทงตลอดได้จึงห้ามไว้ ตราบเท่าที่มัชฌัตตุเปกขาจะดำรงอยู่ก่อน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka