โดยประการตามที่พอพระทัย เพราะไม่มีความกระทบกระทั่งในอะไร ๆ
แห่งความเป็นไปทางพระกายเป็นต้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุพระ-
องค์ทรงประกอบด้วยอิทธานุภาพ อันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เหตุบรรลุพระ-
บารมีอย่างสูงสุด แห่งปฏิสัมภิทามีอรรถปฏิสัมภิทาเป็นต้น และเหตุที่
พระองค์ทรงได้รับอนาวรณญาณ. เพราะเหตุอย่างนี้ พระองค์จึงทรง
พระนามว่า ตถาคต เพราะทรงดำเนินเป็นไปโดยประการนั้น.
พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะไม่ปราศจากพระญาณอันถ่องแท้
เป็นอย่างไร ? คือ พระองค์ ชื่อว่า อคต เพราะไม่มีการไป กล่าวคือ
ความเป็นไป อันเป็นข้าศึกต่อพระญาณในการสร้างสมโพธิสมภาร. ก็
ความที่พระองค์ไม่ปราศจากพระญาณนั้น ชื่อว่า ตถาคต เพราะไม่ปราศ-
จากพระญาณอันเป็นไปโดยนัย มีการพิจารณาโทษและอานิสงส์เป็นต้น
โดยไม่ผิดแผกในธรรมมีความตระหนี่และทานบารมีเป็นต้น. อนึ่ง พระ-
องค์ ชื่อว่า อคต เพราะไม่มีการดำเนินไป การไป ในคติทั้ง ๕
กล่าวคือความเป็นไปแห่งอภิสังขารคือกิเลส หรือกล่าวคือความเป็นไป
แห่งขันธ์นั่นเอง. ภาวะที่พระองค์ไม่ไปนี้นั้น โดยทรงบรรลุสอุปาทิเสส-
นิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน ด้วยอริยมรรคญาณอย่างถ่องแท้แล.
เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ไม่ไปปราศจากพระญาณอันถ่องแท้.
พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีภาวะดำเนินไปโดยถ่องแท้เป็น
อย่างไร ? คือ บทว่า ตถาคตภาเวน ได้แก่ โดยสภาวะที่ทรงดำเนินไป
โดยถ่องแท้ อธิบายว่า ภาวะที่พระองค์ทรงดำเนินไปโดยถ่องแท้มีอยู่.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เฉลิมพระนามว่า ตถาคต เพราะความที่