Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 295

เล่ม มมร. 44 หน้า 295 ข้อ 70
จึงได้ทรงรับรองประกันไม่ให้ท่านนันทะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ? เพราะ พระองค์ เพื่อจะทำอารมณ์ที่ท่านนันทะมีความกำหนัดติดแน่นอยู่ แล้วให้ ก้าวไปในอารมณ์ใหม่ จึงสามารถให้ละได้โดยง่าย เพราะเหตุนั้น จึงทรง รับรองประกัน. ในอนุปุพพิกถา มีกถาปรารภสวรรค์ เป็นเครื่องชี้ถึง อรรถนี้. บทว่า อสฺโสสุํ ได้แก่ ภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังมาอย่างไร ? ก็เพราะ ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อท่านนันทะแสดงวัตรแล้วไปยังที่พัก กลางวันของตน ตรัสเรื่องนั้นแก่ภิกษุผู้มาอุปัฏฐาก มีพระประสงค์จะนำ ความกำหนัดของท่านนันทะในอารมณ์ที่เคยชิน ด้วยอารมณ์ที่จรมา (ใหม่) แล้วจึงนำออกไป กระทำอารมณ์แม้นั้น ให้เป็นเหตุในมรรค- พรหมจรรย์ เหมือนบุรุษผู้ฉลาด เอาลิ่มอีกอันหนึ่งตอกลิ่มที่ยังไม่ออกให้ ออกไป แล้วเอามือเป็นต้นจับลิ่มนั้นโยกไปมาแล้วดึงออก จึงทรงพระ- บัญชาว่า มาเถิดภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงเรียกภิกษุนันทะด้วยวาทะ ลูกจ้างและด้วยวาทะว่า ถูกไถ่มา. ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลอย่างนั้น. ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรับปรุงอิทธาภิ- สังขารดังที่ภิกษุทั้งหลายรู้เนื้อความนั้น. บทว่า ภตกวาเทน แปลว่า ด้วยวาทะว่าลูกจ้าง. ก็ผู้ใดทำการงาน เพื่อค่าจ้าง ผู้นั้นเขาเรียกว่าลูกจ้าง. ท่านพระนันทะแม้นี้ ประพฤติ พรหมจรรย์อันมีการอยู่ร่วมกับนางอัปสรเป็นเหตุ จึงเป็นเหมือนลูกจ้าง เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ภตกวาเทน ดังนี้. บทว่า อุปกฺกิตกวาเทน ความว่า ผู้ใด ซื้ออะไรด้วยกหาปณะเป็นต้น ผู้นั้น เขาเรียกว่า ผู้ถูกไถ่ มา. แม้ท่านนันทะ ก็ซื้อพรหมจรรย์ของตนเพราะเหตุแห่งนางอัปสร เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงเรียกพระนันทะด้วยคำอย่างนี้ว่า ผู้ถูก
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka