Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 340

เล่ม มมร. 44 หน้า 340 ข้อ 81
ระงับสังขาร ๓ เหล่านี้ในธรรมนั้น ๆ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิต- สังขาร ความที่นิโรธสมาบัตินั้น พึงตั้งมั่นอย่างนั้น ชื่อว่าอรรถแห่ง ความตั้งมั่นในที่นี้ ด้วยเหตุนั้น วิหารธรรมนี้ ท่านจึงกล่าวว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน. ด้วยเหตุนี้ แม้อรรถแห่งการเข้านิโรธสมาธินั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้ว. จริงอยู่ ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านหมาย เอานิโรธสมาบัตินี้ ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าญาณในสัญญานิโรธสมาบัติ เพราะประกอบด้วยพละ ๒ เพราะสงบระงับสังขาร ๓ เพราะญาณจริยา ๑๖ เพราะสมาธิจริยา ๙ เพราะความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า บทว่า ทฺวีหิ พเลหิ ได้แก่ พละ ๒ คือ สมถพละ วิปัสสนาพละ. พึง ทราบความพิสดารต่อไป กถาว่าด้วยนิโรธสมาบัตินี้นั้น ท่านพรรณนา ไว้แล้วในวิสุทธิมรรคแล. ก็เพราะเหตุไร พระเถระนี้ไม่เข้าผลสมาบัติ แต่ เข้านิโรธสมาบัติ ? เพราะจะอนุเคราะห์เหล่าสัตว์. จริงอยู่ พระมหาเถระ นี้ ใช้สมาบัติได้แม้ทั้งหมด แต่โดยมากท่านเข้านิโรธสมาบัติ เพราะจะ อนุเคราะห์สัตว์. เพราะเมื่อท่านเข้านิโรธสมาบัตินั้นแล้วออก สักการะ แม้มีประมาณน้อยที่เขากระทำ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มากเป็นพิเศษแล. บทว่า วุฏฺาสิ ได้แก่ ออก โดยอรหัตผลจิตเกิดขึ้น. จริงอยู่ ผู้เข้านิโรธ- สมาบัติ หากเป็นพระอรหันต์ ย่อมชื่อว่าออกโดยอรหัตผลเกิดขึ้น หาก เป็นพระอนาคามี ย่อมชื่อว่าออกโดยอนาคามิผลเกิดขึ้น. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพมีความ ประสงค์จะถวายบิณฑบาตแก่ท่านพระมหากัสสป ดังนี้ต่อไป. อย่างไร ท้าวสักกะจึงมีความประสงค์จะถวายแก่ท่าน ? เทวดาที่ท่านกล่าวว่ามี ประมาณ ๕๐๐ นั้น เป็นปริจาริกาของท้าวสักกเทวราช นางมีเท้าดัง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka