ใคร่คือปรารถนาเฉพาะประโยชน์ของโลกพร้อมเทวโลกเท่านั้น. ด้วยคำนี้
ทรงแสดงถึงปาติโมกขสังวรศีล เพราะประกาศถึงความงดเว้นสิ่งไม่ใช่
ประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะแสดงถึงความงดเว้นความพินาศมีปาณา-
ติบาตเป็นต้น. บทว่า ยตินฺทฺริโย ความว่า ชื่อว่า มีอินทรีย์สำรวมแล้ว
เพราะสำรวมอินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น โดยไม่ให้อกุศลธรรมมี
อวิชชาเป็นต้นเกิดขึ้น. ด้วยคำนี้ ตรัสถึงอินทรียสังวร. บทว่า สพฺพธิ
วิปฺปมุตฺโต ความว่า ผู้มีศีลบริสุทธิ์ดีอย่างนี้ ตั้งมั่นอยู่ในความสันโดษด้วย
ปัจจัย ๔ กำหนดนามรูปพร้อมปัจจัย พิจารณาสังขารด้วยลักษณะมีอนิจจ-
ลักษณะเป็นต้น บำเพ็ญวิปัสสนา ต่อจากนั้น ก็ชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้นใน
ธรรมทั้งปวงคือในภูมิทั้งปวงมีภพเป็นต้น เพราะละสังโยชน์ได้ด้วยอริย-
มรรค ๔ ที่เป็นไปตามลำดับ.
บทว่า อโนสารี อมโม นิราโส ความว่า ชื่อว่า อโนกสารี
เพราะไม่มีความซ่านไปแห่งตัณหาในอายตนะทั้ง ๖ กล่าวคือ โอกะ (น้ำ)
เหตุหลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวงเช่นนั้นทีเดียว ชื่อว่า อมมะ เพราะไม่
มีมมังการในอารมณ์ไหน ๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น ชื่อว่า นิราสะ เพราะไม่
มีความหวังโดยประการทั้งปวง. บทว่า หิตฺวา มานํ เอกจโร ส ภิกฺขุ
ความว่า ก็ภิกษุนั้นผู้เป็นอย่างนั้น ละมานะได้ไม่เหลือ พร้อมกับเวลาที่
ได้บรรลุอรหัตมรรคทีเดียว จึงไม่คลุกคลีด้วยหมู่เหมือนภิกษุเหล่านี้ เป็น
ผู้เดียวเที่ยวไป ในอิริยาบถทั้งปวง เพราะประสงค์ความสงัดและเว้นจาก
เพื่อนคือตัณหา ผู้นั้น โดยทางปรมัตถ์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะทำลายกิเลส
โดยประการทั้งปวง. ก็ในที่นี้ตรัสถึงคุณฝ่ายโลกิยะ โดยนัยมีอาทิว่า
อสิปฺปชีวี ผู้ไม่อาศัยศิลปเลี้ยงชีพ. ด้วยคำมีอาทิว่า สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต