Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 428

เล่ม มมร. 44 หน้า 428 ข้อ 96
ดวง และพระอาทิตย์ ๒ ดวง อยู่ในท้องฟ้าเดียวกันฉะนั้น. ในท่าน เหล่านั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้นั่งนิ่ง ฝ่ายท่านพระสารีบุตรเข้า สมาบัติ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อญฺตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺตรํ สมาธึ ได้แก่ อุเบกขา พรหมวิหารสมาบัติ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ- ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ผลสมาบัติอันมีอรูปฌานเป็นบาท. จริง อยู่ สมาบัติทั้ง ๓ นี้แหละเป็นสมาบัติที่สามารถรักษากาย. ในสาบัติ เหล่านั้น การเกิดโดยปริยายแห่งสมาธิของนิโรธสมาบัติ ได้กล่าวไว้ใน หนหลังแล้วแล. แต่อาจารย์ทั้งหลายพรรณนาสมาบัติครั้งสุดท้ายเท่านั้น. บทว่า อุตฺตราย ทิสาย ทกฺขิณพิสํ คจฺฉนฺติ ความว่า ไปสู่สมาคม ยักษ์ในอุดรทิศ แล้วไปทักษิณทิศเพื่อไปยังภพของตน. บทว่า ปฏิภาติ มํ ได้แก่ จิตของเราปรากฏ. จริงอยู่ บทว่า มํ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ เพราะประกอบด้วยปฏิศัพท์ ความว่า จิตของเรา เกิดขึ้นเพื่อจะตีศีรษะพระเถระนี้. ได้ยินว่า ยักษ์นั้นผูกอาฆาตพระเถระ มาแต่ชาติก่อน เพราะเหตุนั้น พอเห็นพระเถระเขาจึงมีจิตคิดประทุษร้าย อย่างนั้น. ฝ่ายยักษ์ผู้สหายเป็นผู้มีปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อจะห้ามยักษ์ นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อย่าเลย สหาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา อาสาเทสิ ได้แก่ อย่าพยายาม อธิบายว่า จงอย่าประหาร. บทว่า อุฬาโร ความว่า ประกอบด้วยคุณมี ศีลเป็นต้นอันยิ่ง คือสูงสุด. บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่กระทำ ความเอื้อเฟื้อ คือไม่เชื่อถือคำของยักษ์ผู้เป็นสหายนั้น. ก็เพราะเหตุที่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka