Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 462

เล่ม มมร. 44 หน้า 462 ข้อ 107
นี้เป็นการกระทำของพวกเดียรถีย์ ? เพราะการบอกแก่พระอริยสาวกเสีย ก่อน ไม่มีประโยชน์เลย. แต่ในหมู่ปุถุชนไม่ตรัสบอกด้วยทรงพระดำริว่า กรรมของพวกที่ไม่เชื่อนั้น พึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอด กาลนาน. อีกอย่างหนึ่ง ข้อที่จะบอกเรื่องเช่นนี้ที่ยังไม่มาถึง อันพระ- พุทธเจ้าทั้งหลายไม่เคยทรงประพฤติมาเลย. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศฝักฝ่ายแห่งสังกิเลส เฉพาะที่ทรงแสดงมาโดยลำดับ. ก็ใครๆ ไม่อาจจะให้โอกาสที่ตนทำกรรมแล้ว หวนกลับคืนมาได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงประทับนั่งพิจารณาดูการกล่าวตู่ และเหตุแห่ง กล่าวตู่นั้นเฉย ๆ. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า บุคคลจะอยู่ในอากาศ จะอยู่ในท่ามกลางมหา- สมุทร จะเข้าไปสู่ซอกเขาก็ตามที ก็ไม่พึงพ้นจาก กรรมชั่วไปได้ เพราะประเทศคือแผ่นดินที่เขาอยู่นั้น บาปกรรมจะตามไม่ทัน ไม่มี. บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ถึงเรื่องนี้ว่า แม้เมื่อว่าด้วยอำนาจการตัดเสียซึ่งความรัก คำพูดชั่วที่พาล- ชนให้เป็นไปแล้ว ชื่อว่าเป็นการอดกลั้นได้ยากสำหรับธีรชนผู้ประกอบ ด้วยพลังแห่งขันติย่อมไม่มี. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศกำลังแห่งอธิวาสนขันติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุทนฺติ วาจาย ชนา อสญฺตา สเรหิ สงฺคามคตํว กุญฺชรํ ความว่า พวกพาลชน ชื่อว่าผู้ไม่สำรวม คือผู้ที่ แนะนำไม่ได้ เพราะไม่มีสังวรบางอย่าง มีสังวรทางกายเป็นต้น ย่อม แทง คือทิ่มแทงด้วยหอกคือวาจา เหมือนทหารที่เป็นข้าศึกทิ่มแทงช้าง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka