ปาติโมกข์. ก็แล ครั้นประทับนั่งแล้ว ทรงตรวจดูจิตของภิกษุเหล่านั้น
ทรงเห็นคนทุศีลผู้หนึ่ง ทรงพระดำริว่า ถ้าเรา จักแสดงปาติโมกข์ ใน
เมื่อบุคคลนี้นั่งอยู่ในที่นี้นั่นแหละ ศีรษะของผู้นั้นจักแตก ๗ เสี่ยง ดังนี้
แล้ว จึงทรงดุษณีภาพเพื่ออนุเคราะห์ผู้นั้นนั่นแล. ก็ในที่นี้ บทว่า
อุทฺธสฺตํ อรุณํ ความว่า ครั้นถึงอรุณขึ้น พระเถรวิงวอนพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงแสดงพระปาติโมกข์ด้วยคำว่า ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรง
แสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. เพราะในเวลานั้น
ยังไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรทำ
อุโบสถในวันมิใช่อุโบสถ. บทว่า อปริสุทฺธา อานนฺท ปริสา ความว่า
เพราะพระองค์ถูกพระเถระวิงวอน ให้ทรงแสดงพระปาติโมกข์ถึง ๓ ครั้ง
เมื่อจะตรัสบอกเหตุการณ์ที่ไม่ทรงแสดง ไม่ตรัสว่า บุคคลโน้นไม่บริสุทธิ์
แต่ตรัสว่า อานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์. ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงให้ ๓ ยามแห่งราตรีล่วงไปอย่างนั้น ? เพราะจำเดิมแต่นั้น พระองค์
มีพระประสงค์จะไม่แสดงโอวาทปาติโมกข์ เพื่อกระทำวัตถุแห่งการไม่
ทรงแสดงนั้นให้ปรากฏ.
บทว่า อทฺทส ได้แก่ ได้เห็นอย่างไร. พระเถระกำหนดรู้จิตของ
ภิกษุทั้งหลายในบริษัทนั้น ด้วยเจโตปริยญาณของตน จึงเห็นจิตคือความ
เป็นผู้ทุศีลของโมฆบุรุษนั้น. ก็เพราะเหตุที่เมื่อเห็นจิตแล้ว ก็เป็นอันชื่อว่า
เห็นบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจิตนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ท่าน
มหาโมคคัลลานะได้เห็นแล้วแล ซึ่งบุคคลผู้ทุศีลนั้น. เหมือนอย่างท่าน
ผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตของบุคคลเหล่าอื่นที่เป็นไปใน ๗ วัน ใน
อนาคตฉันใด แม้ในอดีตก็ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ทุสฺสีลํ แปลว่า