Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 641

เล่ม มมร. 44 หน้า 641 ข้อ 144
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า เบญจกามคุณ ที่บุคคลถึงแล้วและที่บุคคลจะพึง ถึง ทั้งสองนี้เกลื่อนกล่นแล้วด้วยธุลีคือราคะ แก่ บุคคลผู้เร่าร้อน ผู้สำเหนียกตามอยู่ อนึ่ง การศึกษา อันเป็นสาระ ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การอุปัฏ- ฐากอันเป็นสาระ นี้เป็นส่วนสุคต อนึ่ง การประ- กอบตนพัวพันด้วยความสุขในกาม ของบุคคลผู้ที่ กล่าวอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒ ดังนั้น ส่วนสุดทั้งสองนี้ จึงเป็นที่เจริญแห่งตัณหา และอวิชชา ตัณหาและอวิชชาย่อมทำทิฏฐิให้เจริญ สมณพราหมณ์บางพวกไม่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ย่อม จมอยู่ (ในสงสารด้วยอำนาจการถือมั่นสัสสตทิฏฐิ ) สมณพราหมณ์บางพวกย่อมแล่นไป (ด้วยอำนาจ การถือมั่นอุจเฉททิฏฐิ) ส่วนท่านผู้ที่ส่วนสุดทั้งสอง นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสองนั้น และ ได้สำคัญด้วยการละส่วนสุดทั้งสองนั้น วัฏฏะของ ท่านผู้ที่ดับไม่มีเชื้อเหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติ. จบคณิกาสูตรที่ ๘
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka