Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 672

เล่ม มมร. 44 หน้า 672 ข้อ 150
ทั้งหลายในพระนครสาวัตถีโดยมากเป็นผู้ข้องแล้วในกามเกินเวลา เป็นผู้ กำหนัดแล้ว ยินดีแล้ว รักใคร่แล้ว หมกมุ่นแล้ว พัวพันแล้ว มืดมน มัวเมาอยู่ในกามทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง นุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ได้ ทรงเห็นพวกมนุษย์ในพระนครสาวัตถีโดยมาก เป็นผู้ข้องแล้วในกามทั้ง- หลาย กำหนัดแล้ว ยินดีแล้ว รักใคร่แล้ว หมกมุ่นแล้ว พัวพันแล้ว มืดมน มัวเมาอยู่ในกามทั้งหลาย. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มืดมนเพราะกาม ถูกตัณหาซึ่ง เป็นดุจข่ายปกคลุมไว้แล้ว ถูกเครื่องมุงคือตัณหา ปกปิดไว้แล้ว ถูกกิเลสและเทวบุตรมารผูกพันไว้แล้ว ย่อมไปสู่ชราและมรณะ เหมือนปลาในปากไซ เหมือนลูกโคที่ยังดื่มนม ไปตามแม่โค ฉะนั้น. จบทุติยกามสูตรที่ ๔ อรรถกถาทุติยกามสูตร ทุติยกามสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อนฺธีกตา ความว่า ขึ้นชื่อว่ากาม ย่อมทำผู้ไม่มืดมนให้ มืดมน. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภย่อมครอบงำนรชน ในคราวที่เขามีความมืด.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka