ด้วยมูลศัพท์นั่นเอง พึงทราบว่าท่านถือเอา แม้ภาวะที่กรรมอันเป็นที่ตั้ง
แห่งพืช เพราะเป็นเหตุแห่งมูลนั่นเอง. ก็เมื่อพืชคือกรรมไม่มี หน่อคือ
วิญญาณ ซึ่งมีพืช คือกรรมเป็นเครื่องหมาย และ ใบ กิ่ง มี นามรูป
สฬายตนะเป็นต้น เป็นอาทิ อันมีหน่อคือวิญญาณเป็นเครื่องหมาย จักไม่
บังเกิดขึ้นเลย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอริยบุคคลใดไม่มี
อวิชชาเป็นมูลราก ไม่มีเครือเถาคือมานะเป็นต้น ใบคือความมัวเมาเป็นต้น
จักมีแต่ที่ไหน. บทว่า ตํ ธีรํ พนฺธนา มุตฺตํ ความว่า ซึ่งพระอริยบุคคล
นั้น ผู้ชื่อว่า ธีระ เพราะชำนะมาร ด้วยการประกอบความเพียรคือสัม-
มัปปธาน ๔ ผู้พ้นจากเครื่องผูก คืออภิสังขารอันเป็นตัวกิเลสทั้งหมดนั้น
นั่นแล. บทว่า ตํ ในบทว่า โก ตํ นินฺทิตุมรหติ นี้ เป็นนิบาต. ใคร
เล่า ผู้มีชาติแห่งวิญญูชน ควรเพื่อจะนินทา ครหา ผู้พ้นจากสัพพกิเลส
ผู้ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยมมีศีลคุณเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะ
ไม่มีการนินทาเป็นเครื่องหมายนั่นเอง. บทว่า เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ ความว่า
โดยที่แท้ ทวยเทพผู้รู้คุณวิเศษ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ย่อมสรรเสริญด้วย
อปิศัพท์ แม้มนุษย์มีกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้น ก็ย่อมทรงสรรเสริญ.
ยิ่งขึ้นไปอีกเล็กน้อย แม้พรหมก็สรรเสริญ คือมหาพรหมก็ดี พรหม
นาค ยักษ์ และคนธรรพ์เป็นต้น แม้เหล่าอื่นก็ดี ก็ย่อมสรรเสริญ คือ
ย่อมชมเชยเหมือนกันแล.
จบอรรถกถาตัณหักขยสูตรที่ ๖