กันข้ามจากอสังขตธาตุนั้น จึงตรัสคำว่า ยตฺถ เนว ปวี น อาโป ดังนี้
เป็นต้น.
ในข้อนั้น เพราะเหตุที่พระนิพพาน มีสภาวะผิดตรงกันข้ามจาก
สังขารทั้งปวง ไม่มีในบรรดาสังขตธรรมไหน ๆ ฉันใด แม้ในพระ-
นิพพานนั้น ก็ไม่มีสังขตธรรมทั้งหมด ฉันนั้น เพราะสังขตธรรมและ
อสังขตธรรม รวมกันไม่ได้. ในข้อนั้น มีการทำอธิบายอรรถดังต่อไปนี้
ปฐวีธาตุมีความแข้นแข็งเป็นลักษณะ อาโปธาตุมีการไหลไปเป็นลักษณะ
เตโชธาตุมีความอบอุ่นเป็นลักษณะ วาโยธาตุมีการเคลื่อนไหวเป็นลักษณะ
ไม่มีในพระนิพพานใด คืออสังขตธาตุใด ดังนั้น ในธาตุเหล่านั้น เมื่อ
ว่าโดยความไม่มีแห่งมหาภูตรูป ๘ ก็เป็นอันกล่าวถึงความไม่มีแห่งอุปาทาย
รูปแม้ทั้งหมด เพราะอาศัยมหาภูตรูปนั้นฉันใด กามภพและรูปภพก็ฉัน
นั้น เป็นอันกล่าวว่าไม่มีในพระนิพพานนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะมีความเป็น
ไปไม่เนื่องกับพระนิพพานนั้น เพราะปัญจโวการภพ หรือเอกโวการภพ
เว้นจากการอาศัยมหาภูตรูปแล้วก็มีไม่ได้แล.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงธรรมที่นับเนื่องในอรูปภพ ไม่มีในพระ-
นิพพานนั้น แม้ในเมื่อพระนิพพานมีสภาวะเป็นอรูป (เป็นนาม) จึงตรัส
คำมีอาทิว่า น อากาสานญฺจายตนํ ฯ เป ฯ น แนวสญฺานาสญฺายตนํ
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อากาสานญฺจายตนํ ความว่า จิต-
ตุปบาท กล่าวคือ อากาสานัญจายตนะ ทั้ง ๓ อย่าง ต่างโดยกุศลจิต
วิปากจิต และกิริยาจิต พร้อมทั้งอารมณ์ย่อมไม่มี. แม้ในบทที่เหลือ ก็
นัยนี้เหมือนกัน.