กันข้ามจากสังขตธรรมทั้งปวงมีปฐวีเป็นต้นว่า พระนิพพาน. ด้วยเหตุนั้น
นั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า ตตฺรปาหํ ภิกฺขเว เนว อาคตึ วทามิ ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร แปลว่า ในนิพพานนั้น. อปิ ศัพท์
ใช้ในอรรถสมุจจัย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการมาของอะไร ๆ
จากที่ไหนๆ ที่เป็นไปตามสังขาร เพราะเหตุสักว่าธรรมเกิดในพระนิพพาน
นั้นตามปัจจัย อนึ่ง เราไม่กล่าวอาคติ คือการมาแต่ที่ไหนๆ ในอายตนะ
คือพระนิพพานนั้นอย่างนี้ เพราะพระนิพพานไม่มีฐานะที่จะพึงมา. บทว่า
น คตึ ความว่า เราไม่กล่าวการไปในที่ไหนๆ เพราะฐานะที่พระนิพพาน
จะพึงถึงไม่มี. เพราะการมาและการไปของสัตว์ทั้งหลาย เว้นการกระทำ
ให้เป็นอารมณ์ด้วยญาณ ไม่มีในพระนิพพานนั้น. อนึ่ง เราไม่กล่าวถึง
ฐิติ จุติ และอุปบัติ. บาลีว่า ตทปหํ ดังนี้ก็มี. ความของพระบาลีนั้น
มีดังนี้ อายตนะแม้นั้น ชื่อว่าไม่มีการมา เพราะเป็นฐานะที่ไม่ควรมา
เหมือนจากละแวกบ้านมาสู่ละแวกบ้าน. ชื่อว่าไม่มีการไป เพราะไม่เป็น
ฐานะที่จะควรไป ชื่อว่าไม่มีฐิติ เพราะไม่มีฐานะที่จะตั้งอยู่ เหมือน
แผ่นดินและภูเขาเป็นต้น. อนึ่ง ชื่อว่าไม่มีการเกิด เพราะไม่มีปัจจัย
ชื่อว่าไม่มีจุติ เพราะไม่มีการตายเป็นสภาวะนั้น. เราไม่กล่าวฐิติ จุติ
และอุปบัติ เพราะไม่มีการเกิดและการดับ และเพราะไม่มีการตั้งอยู่ที่
กำหนดด้วยการเกิดและการดับทั้ง ๒ นั้น. อนึ่ง พระนิพพานนั้นล้วน
ชื่อว่าไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ๆ เพราะมีสภาวะเป็นอรูป และเพราะไม่มีปัจจัย
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีที่ตั้ง ชื่อว่า ไม่เป็นไป เพราะไม่มีความ
เป็นไปพร้อม และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไปในพระนิพพานนั้น