พระสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ ว่าผู้
บอกทั้งหลาย ได้ทรงบอกสัจจะสองอย่าง
คือ สมมติสัจ และปรมัตถสัจ ไม่ได้บอก
สัจจะที่ ๓ อันเป็นคำที่สัจที่กำหนดกันเอา
เองเป็นเหตุสมมติกันในโลก คำอันเป็น
ปรมัตถสัจมีลักษณะเป็นของแท้แต่งธรรม
ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น โวหารของพระ
ศาสดาผู้เป็นที่พึ่งของโลก ผู้ฉลาดใน
โวหารทรงกล่าวสมมติสัจ ว่าเป็นอริย-
โวหารแล.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบุคคลกถา ด้วยเหตุ ๘
ประการ คือ เพื่อแสดงถึงหิริและโอตตัปปะ ๑ เพื่อแสดงความที่สัตว์มีกรรม
เป็นของตน ๑ เพื่อแสดงความเพียรเครื่องกระทำแห่งบุรุษเฉพาะตน ๑
เพื่อแสดงอนันตริยกรรม ๑ เพื่อแสดงพรหมวิหารธรรม ๑ เพื่อแสดง
ปุพเพนิวาสญาณ ๑ เพื่อแสดงทักษิณาวิสุทธิ ๑ เพื่อไม่ละโลกสมมติ ๑.
ก็เมื่อกล่าวว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ น่ารังเกียจ น่ากลัว ดังนี้ มหาชน
ย่อมไม่รู้ ย่อมถึงความลุ่มหลง หรือกลายเป็นปรปักษ์ว่า นี่อะไรกัน ขันธ์
ธาตุ อายตนะชื่อว่า น่ารังเกียจ น่ากลัวดังนี้ . แต่เมื่อกล่าวว่า หญิง ชาย
กษัตริย์ พราหมณ์ น่ารังเกียจ น่ากลัวดังนี้ มหาชนย่อมรู้ ย่อมไม่ลุ่มหลง
หรือไม่กลายเป็นปรปักษ์. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา
เพื่อแสดงหิริและโอตตัปปะ. แม้เมื่อกล่าวว่า ขันธ์ กัมมัสสกา ธาตุ อายตนะ
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบุคคลกถา ก็เพื่อ
แสดงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน. แม้เมื่อกล่าวว่า มหาวิหารมีเวฬุวันเป็น