ชนกุหนตฺถํ ได้แก่ เมื่อภิกษุมีความปรารถนาลามก มักมาก เพื่อจะ
หลอกลวงชนด้วยความเท็จ ด้วยกุหนวัตถุ ๓ อย่าง กล่าวคือ ร่ายมนต์ อาศัย
อิริยาบถ เสพปัจจัย. บทว่า ชนลปนตฺถํ ได้แก่ เมื่อภิกษุมีความปรารถนา
ลามก เพื่อประจบชนด้วยพูดรำพัน หรือด้วยพูดยกยอ โดยพูดแย้มให้เขารู้
ความหมายเป็นต้น เพื่อปัจจัย. บทว่า ลาภสกฺการสิโลกานิสํสตฺถํ ได้แก่
เมื่อภิกษุมีความปรารถนาลามก เพื่อให้สำเร็จอานิสงส์ กล่าวคือลาภ สักการะ
ความสรรเสริญ เพราะเป็นผู้หนักในลาภเป็นต้น. บทว่า อิติ มํ ชโน
ชานาตุ ได้แก่ เมื่อมีความปรารถนาลามก ภิกษุไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ด้วยคิดว่า ชนจงรู้จักเราอย่างนี้ ด้วยประสงค์ความยกย่องคุณอันไม่มี. แต่
ความตอนต้นมีสาระกว่า.
บทว่า อถ ในบทว่า อถโข นี้ เป็นนิบาตลงในอรรถ อย่างอื่น.
บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอวธารณะ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงว่า อิทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ ดังนี้ อันมีความอื่นจากการ
หลอกลวงเป็นต้นนั่นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงประโยคนั้น
จึงตรัสว่า สํ วรตฺถญฺเจว ปหานตฺถญฺจ ดังนี้.
ในบทว่า สํวรตฺถญฺเจว ปหานตฺถญฺจ นั้น สังวรมี ๕ อย่าง คือ
ปาฏิโมกขสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วิริยสังวร ๑.
ในสังวร ๕ เหล่านั้น ที่ชื่อว่า ปาติโมกขสังวรมาแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุ
เป็นผู้เข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วยความสำรวมในปาติโมกข์นี้ ท่านเรียกว่า
สีลสังวรก็มี. สติสังวรนี้มาแล้วในบทว่า รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย
สํวรํ อาปชฺชติ ภิกษุย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่า ย่อมถึงความสำรวมใน
จักขุนทรีย์. ญาณสังวรนี้มาแล้วในคาถาว่า