หัวลง แล้วให้ตกไปในช่องคลอดของมารดา. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาเหตุ.
บทว่า อสฺส แปลว่า โดย. บทว่า อารทฺธา ได้แก่ ตั้งไว้ ประคองไว้
หรือให้สำเร็จบริบูรณ์.
ในบทว่า อาสวานํ ขยาย นี้ ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลออก.
ท่านอธิบายว่า อาสวะทั้งหลายไหล คือ ซ่านออกจากตาบ้าง จากใจบ้าง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลจากธรรมถึงโคตรภู จากโอกาสถึง
ภวัคคพรหม. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายกระทำโอกาสนั้นในธรรมเหล่านั้น ไว้
ในภายในเป็นไปอยู่. อาการนี้มีความว่า ทำไว้ในภายใน. ชื่อว่า อาสวะ เพราะ
อรรถว่า หมักไว้นาน ดุจเครื่องดองมีน้ำหวานเป็นต้นบ้าง. น้ำหวานเป็นต้น
ที่ชาวโลกหมักไว้นาน เรียกว่า อาสวะ. ก็กิเลสเหล่านี้ควรเป็นอาสวะ เพราะ
อรรถว่า หมักหมมไว้นาน. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า ปุริมา
ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺายติ อวิชฺชาย อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นที่สุดของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ อวิชชามิได้
มีแล้วก่อนจากนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลไปแล่นไปสู่สัง-
สารทุกข์อันกว้างขวาง. ก็ในที่นี้ไม่มีคำพูดมาก่อน กิเลสทั้งหลาย ย่อมประกอบ
ไว้ในที่ที่พูดถึงอาสวะ. คำหลัง ย่อมประกอบไว้แม้ในกรรม. อนึ่ง อาสวะ
ทั้งหลายหาใช่เป็นกรรมและกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่. แม้อันตรายมีประการต่าง ๆ
ก็เป็นอาสวะด้วยแท้. ด้วยว่า อาสวะอันมาในอภิธรรมมี ๔ อย่าง คือ
กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ ทิฏฐาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ เพราะฉะนั้น กิเลส
ทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้น ก็เป็นอาสวะ. แม้ในพระสูตรท่านก็กล่าวถึงกรรม
เป็นไปในภูม ๓ และอกุศลธรรมที่เหลือไว้ในที่นี้ว่า นาหํ จุนฺท ทิฏฐฺธมฺมิ-
กามํเยว อาสวานํ สํวราย ธมฺมํ เทเสมิ ดูก่อนจุนทะ เราย่อมไม่