ตระหนี่เป็นต้น ด้วยพระญาณอันเป็นไปโดยนัยมีการพิจารณาโทษและอานิสงส์
เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะไม่ไปจากญาณอันจริงแท้.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อ อคตะ เพราะไม่มีการไปในคติ ๕
กล่าวคือ ความเป็นไปในการปรุงแต่งกิเลส หรือความเป็นไปแห่งขันธ์. ความ
ไม่ไปของพระองค์นั้น เพราะเป็นไปด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสส-
นิพพาน ด้วยอริยมรรคญาณอันจริงแท้. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต
เพราะไม่ไปจากความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะความที่พระองค์
เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร. ตอบว่า บทว่า ตถาคตภาเวน ได้แก่
เพราะความเป็นจริงของพระตถาคต อธิบายว่า เพราะความมีจริง. ถามว่า
ก็ตถาคตนั้นคือใคร พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะมีอะไร. ตอบว่า
มีพระสัทธรรม. เพราะสัทธรรมคืออริยมรรค ไปแล้วเหมือนอย่างที่ควรไป
ด้วยการละเด็ดขาด โดยถอนฝ่ายของกิเลสไม่ให้เหลือ ด้วยกำลังสมถะและ
วิปัสสนาอันแนบแน่น.
ผลธรรมไปแล้ว คือ เป็นไปเหมือนอย่างที่ควรไป ด้วยการละอย่าง
สงบ ตามสมควรแก่มรรคของตน ส่วนนิพพานธรรม พระพุทธเจ้าเป็นต้น
ทรงรู้คือทำให้แจ้งเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรู้ คือแทงตลอดด้วยปัญญา สำเร็จ
ด้วยการสงบทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น ด้วยเหตุนั้น พระธรรมจึงชื่อว่า ตถาคต.
แม้ปริยัติธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทรงรู้ ทรงประกาศ ทรงให้
เป็นไปเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าแต่ก่อน ให้เป็นไปแล้วตามสมควร มี
อัธยาศัยเป็นต้น ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจสุตตะ เคยยะ เป็นต้น
และด้วยอำนาจการประกาศความเป็นไปเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระธรรม
จึงชื่อว่า ตถาคต. พระธรรมอันสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า รู้แล้ว