จงดูกุลบุตรนี้มีศรัทธาออกบวช แล้วยังเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามก
อยู่อีกดังนี้ กุลบุตรนั้นกระทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วจึงละอกุศล ดังนี้.
โอตตัปปะถือโลกเป็นใหญ่ ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า สชฺชาสภาวสณฺิตา นี้ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
อาการแห่งความละอายชื่อว่า ลชฺชา. หิริตั้งอยู่โดยสภาพนั้น ความกลัวใน
อบายชื่อว่า ภัย. โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาพนั้น ทั้งสองอย่างนั้นเป็นอันปรากฏ
ในการเว้นจากความชั่ว.
ในหิริและโอตตัปปะนั้น มีวินิจฉัยว่า เหมือนอย่างว่า ก้อนเหล็ก ๒
ก้อน ก้อนหนึ่งแม้เย็นก็เปื้อนคูถ ก้อนหนึ่งร้อนจัด ใน ๒ ก้อนนั้น วิญญูชน
เกลียดก้อนที่เย็นเพราะเปื้อนคูถ จึงไม่จับ อีกก้อนหนึ่งไม่จับเพราะกลัว
ความร้อน ฉันใด บัณฑิตเกลียด ไม่ทำความชั่วเพราะละอาย กลัวอบาย
ไม่ทำความชั่วเพราะเกรงกลัว ก็ฉันนั้น. หิริตั้งอยู่ในสภาพแห่งความละอาย
โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาพแห่งความกลัว.
ถามว่า หิริ มีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะเห็นภัยอันเป็นโทษ
ที่น่ากลัวนั้นอย่างไร. ตอบว่า จริงอยู่ บุคคลบางคนยังหิริอันมีลักษณะยำเกรง
ให้เกิดขึ้น ด้วยเคารพในผู้นั้น โดยอาการ ๔ อย่าง คือ นึกถึงความเป็นใหญ่
โดยชาติ ๑ นึกถึงความเป็นใหญ่โดยเป็นผู้สอน ๑ นึกถึงความเป็นใหญ่ใน
มรดก ๑ นึกถึงความเป็นใหญ่ในทางประพฤติพรหมจรรย์ ๑ แล้วไม่ทำ
ความชั่ว. บางคนกลัวโดยความเป็นโทษ ด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ อัตตานุวาทภัย
(กลัวถูกติเตียนตน) ๑ ปรานุวาทภัย (กลัวผู้อื่นติเตียน) ๑ ทัณฑภัย (กลัวถูก
ลงอาญา) ๑ ทุคติภัย (กลัวตกนรก) ๑ แล้วเกิดโอตตัปปะอันมีลักษณะ
เห็นภัย อันมีโทษน่ากลัว แล้วจึงไม่ทำกรรมชั่ว. อนึ่ง ในข้อนี้เมื่อท่านกล่าว
ถึงหิริโอตตัปปะ อันเกิดในภายในเป็นต้น โดยความเป็นสิ่งปรากฏในที่นั้น ๆ