มีจิตตั้งมั่นจากฌานนั้น. บทว่า มารํ สเสนํ อภิภุยฺย ได้แก่ ครอบงำ
มาร ๔ อย่างพร้อมด้วยเสนามาร อันได้แก่ เสนา คือ กิเลส และเสนา คือ
ความพินาศ ไม่ให้เหลือ. จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายท่านเรียกว่า เสนา เพราะ
เข้าถึงความเป็นสหายแม้ของเทวบุตตมารในการฆ่าคุณความดี อนึ่ง ความพินาศ
มีโรคเป็นต้น ก็เป็นเสนาของมัจจุมาร. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า
กามา เต ปมา เสนา ทุติยา อรติ วุจฺจติ
ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ
ปญฺจมี ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺา ภิรู ปวุจฺจติ
สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ จ อฏฺโม
โลโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉา ลทฺโธ จ โย ยโส
โย จตฺตานํ สมุกฺกํโส ปเร จ อวชานติ
เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหฺสสาภิปฺปหาริณี
น นํ อสุโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ
กามทั้งหลายเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า
เป็นเสนาที่ ๑ ความริษยาเป็นเสนาที่ ๒
ความอยากความกระหายเป็นเสนาที่ ๓
ตัณหาเป็นเสนาที่ ๔ ถีนมิทธะเป็นเสนาที่
๕ ความขลาดเป็นเสนาที่ ๖ ความสงสัย
เป็นเสนาที่ ๗ ความลบหลู่ ความหัวดื้อ
ความโลภ ความสรรเสริญ สักการะ ความ
เห็นผิด ยศที่ได้รับแล้ว การยกตน และ
การข่มผู้อื่นเป็นเสนาที่ ๘ สารทำลายนั้น