แล้ว ชื่อว่า ถูกทุกข์ติดตามแล้ว คือ ผู้ถูกทุกข์ทั้งหลายมีชาติทุกข์เป็นต้นสอดแทรก
เข้าไปภายใน. บทว่า ทุกฺขปเรตา ความว่า ผู้ถูกทุกข์และเหตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความทุกข์ ครอบงำแล้ว. อธิบายว่า ชาติเป็นต้น ชื่อว่า ทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้ง
แห่งความทุกข์ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ชื่อว่า ทุกข์ เพราะเป็น
ตัวทุกข์. บทว่า อปฺเปวนาม ฯเปฯ ปญฺาเยถ ความว่า ชื่อแม้ไฉน
การทำการตัดขาด คือ กิริยาที่สิ้นสุดลงแห่งกองทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นนี้ จะพึง
ปรากฏ.
คำว่า โส จ โหติ อภิชฺฌาลุ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
เพื่อทรงแสดงถึงกุลบุตรผู้ให้ความคิดเกิดขึ้นในเบื้องต้นว่า เราจักทำที่สุดแห่ง
ทุกข์ แล้วบวช แต่ภายหลังไม่สามารถทำการบวชนั้นให้เป็นแบบนั้นได้ (ทำที่
สุดแห่งทุกข์ไม่ได้). บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺฌาลุ ได้แก่ผู้เพ่งสิ่งของๆ
ผู้อื่น. บทว่า ติพฺพสาราโค ความว่า ผู้มีราคะมาก. บทว่า พฺยาปนฺนจิตฺโต
ความว่า ผู้มีจิตวิบัติ เพราะเป็นจิตเสียด้วยพยาบาท. บทว่า ปทุฏฺมน-
สงฺกปฺโป ความว่า ผู้มีจิตถูกโทสะประทุษร้ายแล้ว ด้วยสามารถแห่งการ
เข่นฆ่าพวกอื่น เหมือนโคดุมีเขาแหลม. บทว่า มุฏฺสฺสติ ความว่า เป็นผู้
มีสติหลงลืม คือ ทำ (อะไร) ไว้ที่นี้แล้ว ก็ระลึกในที่นี้ไม่ได้เหมือนกาซ่อน
ก้อนข้าวไว้ และเหมือนสุนัขซ่อนเนื้อไว้แล้ว นึกไม่ได้ฉะนั้น. บทว่า
อสมฺปชาโน ความว่า ไม่มีปัญญา คือ เว้นจากการกำหนดขันธ์เป็นต้น.
บทว่า อสมาหิโต ความว่า หยุดนิ่งอยู่ไม่ได้ เหมือนเรือที่ผูกไว้ที่กระแส
น้ำเชี่ยว. บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺโต ความว่า ตื่นตกใจเหมือนเนื้อขึ้นสู่ทาง.
บทว่า ปากตินฺทฺริโย ความว่า เป็นผู้ไม่สำรวมอินทรีย์เหมือนคฤหัสถ์ทั้งหลาย
ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์มองดูคนที่ตนหวงแหน เพราะไม่มีการสำรวม.