ทรงล้างมือแล้ว. และบทว่า สทา พึงประกอบเข้ากับบทว่า ปยตปาณิ
นี้ด้วย. บทว่า สทา ปยตปาณิ ความว่า ก็พระศาสดาทรงยังการให้พระ-
สัทธรรม ให้เป็นไปแก่สัตว์โลกผู้เป็นเวไนยสัตว์ในกาลทุกเมื่อ คือ ทุกเวลา
โดยไม่ทรงแบ่งแยก ชื่อว่า ทรงประกอบขวนขวายในธรรมทานนั้นอยู่.
อีกนัยหนึ่ง ภาวนาเรียกว่า โยคะ. เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ปัญญา ย่อมเกิดจาก โยคะ (การประกอบ) เพราะเหตุนั้น ในบทว่า
ยาชโยโค จึงมีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบเนือง ๆ ซึ่ง
ยาชภาวนา คือ บริจาคภาวนา. จริงอยู่ ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้ พระผู้มี
พระภาคเจ้า แม้เป็นพระโพธิสัตว์ อันพระกรุณากระตุ้นแล้วทรงเพิ่มพูนทาน
โดยไม่มีส่วนเหลือ ทรงบำเพ็ญบารมีถึงขั้นอุกฤษฏ์ในทานนั้นแล้ว บรรลุ
พระอภิสัมโพธิญาณ แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังทรงเพิ่มพูนทาน ๓ อย่าง
ทรงประทานพระธรรมทานโดยพิเศษ ทั้งยังทรงแนะนําผู้อื่นไว้ในธรรมทาน
นั้น. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงประทานคุณทรัพย์ตาม
ความประสงค์แก่ผู้ขอที่เป็นเวไนยสัตว์ ให้เป็นธรรมทาน ซึ่งแยกเป็นโลกิย-
ทรัพย์และโลกุตรทรัพย์มีอาทิอย่างนี้คือ บางคน ได้ทรงประทาน
สรณะ (๓) ให้ บางคน ได้ทรงประทานศีล ๕ ให้ บางคน ได้ทรง
ประทานศีล ๑๐ ให้ บางคนได้ทรงประทานปาริสุทธิศีล ๔ ให้ บางคน
ได้ทรงประทานธุตธรรมให้ บางคน ได้ทรงประทานฌาน ๔ ให้ บางคน
ได้ทรงประทานสมาบัติ ๘ ให้ บางคน ได้ทรงประทานอภิญญา ๕ มรรค ๔
สามัญผล ๔ วิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ ให้ และทรงแนะนำบุคคลอื่นว่า
ท่านทั้งหลายจงให้ ชื่อว่า ทรงเพิ่มพูนบริจาคภาวนา. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบเนือง ๆ ซึ่งบริจาคภาวนา.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปยตปาณิ ได้แก่ มีพระหัตถ์แบออกแล้ว. อธิบายว่า