Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 45 หน้าที่ 657

เล่ม มมร. 45 หน้า 657 ข้อ 283
อรรถกถาสมณสูตร ในสมณสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า เย หิ เกจิ ได้แก่ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง. บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ ความว่า ไม่รู้คือไม่แทงตลอดทุกขสัจ อันไม่วิปริต ด้วยมรรคปัญญาที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา โดยสภาวะและ ลักษณะแห่งกิจที่แท้จริงว่า นี้ทุกข์ ทุกข์มีเพียงเท่านี้ ไม่มีทุกข์ยิ่งไปกว่านี้. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล. ในบทว่า น เม เต ภิกฺขเว เป็นต้น มีความย่อดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลทั้งหลายผู้มิได้ประกอบ กัมมัฏฐานมีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ จะเป็นสมณะได้ก็เพียงโดยการบรรพชา และจะเป็นพราหมณ์ได้ก็เพียงโดยชาติ บุคคลเหล่านั้น เราตถาคตมิได้ยอมรับ คือรับรองว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะผู้มีบาปอันสงบแล้วและว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะบุคคลเหล่านั้นไม่มี ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ และทำให้เป็นพราหมณ์. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสคําว่า น จ ปเนเต อายสฺมนฺโต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามญฺตฺถํ ได้แก่ ผล กล่าวคือคุณ เครื่องเป็นสมณะ อธิบายว่า ได้แก่ สามัญผล ๔. บทว่า พฺรหฺมญฺตฺถํ เป็นไวพจน์ของบทว่า สามญฺตถํ นั้นนั่นแล. ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่ง กล่าวว่า บทว่า สามญฺตฺถํ ได้แก่อริยมรรค ๔ บทว่า พฺรหฺมญฺตฺถํ ได้แก่ อริยผล ๔. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ในสุกกปักษ์ (ธรรม ฝ่ายขาว) พึงทราบความหมาย โดยบรรยายตรงข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว. ในคาถาทั้งหลาย คำที่ไม่เคยมี ไม่มี. จบอรรถกถาสมณสูตรที่ ๔
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka