Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 47 หน้าที่ 372

เล่ม มมร. 47 หน้า 372 ข้อ 333
เมื่อจะทรงแสดงโทษของปุถุชนทั้งหลายในข้อนี้ด้วยธรรมเทศนา จึงตรัสคาถา นี้. แต่พระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เว้นจากการเที่ยวไปในเวลาวิกาลนั้นพร้อมกับ การได้มรรคทีเดียว. นี้เป็นธรรมดา. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงห้ามการเที่ยวไปในเวลาวิกาลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงว่า แม้ภิกษุเที่ยวไปในกาล ก็ควรประพฤติอย่างนี้ ดังนี้ จึง ตรัสว่า รูปา จ สทฺทา จ ดังนี้. คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ รูปเป็นต้นเหล่าใดยังความมัวเมามีประการ ต่าง ๆ ให้เกิด ยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา ภิกษุพึงกำจัดเสียซึ่งความพอใจใน รูปเป็นต้นเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในปิณฑจาริตปาริสุทธิสูตร๑เป็นต้น พึงเข้าไปบริโภคอาหารในเวลาเช้า โดยกาลอันสมควร. อนึ่ง ชื่อว่า ปาตราโส เพราะพึงบริโภคในเวลาเช้า บทนี้เป็นชื่อของบิณฑบาต. ในบทนี้ท่านกล่าว ไว้ว่า ภิกษุนั้นได้บิณฑบาตในถิ่นใด แม้ถิ่นนั้นก็ชื่อว่า ปาตราสะ เพราะความ ขวนขวายนั้น. ในบทนี้พึงทราบอธิบายอย่างนี้ว่า ภิกษุพึงเข้าไปยังโอกาสที่จะ ได้บิณฑบาต. บทว่า เอวํ ปวิฏฺโ ปิณฺฑญฺจ ภิกฺขุ ฯเปฯ สงฺคหิตฺตภาโว ความว่า อนึ่งภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย พึงกลับไปนั่งในที่สงัดแต่ผู้เดียว ฯลฯ ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว. ในบทเหล่านั้นบทว่า ปิณฺฑํ ได้แก่ภิกษามีภัตปนกัน. ภิกษานั้นท่าน เรียกว่า ปิณฑะ เพราะอรรถว่าสำรวมจากของนั้น ๆ แล้วนำมาคลุกกัน. บทว่า สมเยน ได้แก่ ภายในเที่ยงวัน. บทว่า เอโก ปฏิกฺกมฺม คือให้เกิดกายวิเวก กลับไปนั่งไม่มีเพื่อน. บทว่า อชฺฌตฺตจินฺตี ได้แก่ คิดถึงขันธสันดานยกขึ้น ๑. บาลีเป็น ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ม. อุปริ. ๑๔/ ข้อ ๘๓๗.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka