ลำดับนั้นแล เสลพราหมณ์ดำริว่า แม้เสียงประกาศว่า พุทโธ
หาได้ยากในโลก พระมหาบุรุษผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ซึ่งมาในมนต์ของพวกเรา ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ
ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา เป็น
ใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักร
มั่นคง ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแล้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว
แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗ พระราชโอรสของ
พระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยี
กองทัพของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้
ศัสตรา ทรงครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต. ถ้าแลเสด็จออกผนวช
เป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือ กิเสสอัน
เปิดแล้วในโลก. เสลพราหมณ์ถามว่า ท่านเกณิยะผู้เจริญ ก็บัดนี้พระโคดม
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เจริญพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่ไหน.
[๓๗๖] เมื่อเสลพราหมณ์ถามอย่างนี้แล้ว เกณิยชฎิลได้ยกแขนขวา
ขึ้นชี้ แล้วกล่าวกะเสลพราหมณ์ว่า ท่านเสสะผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ที่ทิวไม้มีสีเขียวนั่น.
ลำดับนั้นแล เสลพราหมณ์พร้อมด้วยมาณพ ๓๐๐ คน เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกล่าวเตือนมาณพเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย จงเงียบเสียง ค่อย ๆ เดินตามกันมา เพราะท่านผู้เจริญเหล่านั้นเที่ยว
ไปผู้เดียวเหมือนราชสีห์ ให้ยินดีได้ยาก ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เวลาเรา
สนทนากับพระสมณโคดมท่านทั้งหลายอย่าพูดสอดขึ้นในระหว่างถ้อยคำของเรา
จงรอให้ถ้อยคำของเราจบลงก่อน. เสลพราหมณ์ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มี