Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 47 หน้าที่ 640

เล่ม มมร. 47 หน้า 640 ข้อ 389
เสียได้ด้วยการได้สมาบัติมิใช่หรือ. ตอบว่า เพราะยังข่มไม่ได้นั้นเอง. จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายที่ตัดขาดด้วยมรรคภาวนาจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น ได้เพราะปัจจัยมีกำลังแห่งการได้สมาบัติ. หากมีคำถามว่า เมื่อกิเลสเกิดขึ้น เพราะฌานเสื่อมเขาจะเข้าถึงอรูปภพได้แต่ไหน. ตอบว่า บรรลุได้อีกด้วยความ ลำบากเล็กน้อย. เพราะผู้ได้สมาบัติทั้งหลาย เมื่อกิเลสเกิดขึ้นจะไม่ถึงกันหมด กำลังไปทีเดียว พอเมื่อกำลังกิเลสสงบเท่านั้น ย่อมบรรลุคุณวิเศษนั้นได้อีก ด้วยความลำบากเล็กน้อยเท่านั้น. เป็นอันรู้ได้ยากว่า ผู้ได้สมาบัติเหล่านี้เป็น ผู้เสื่อมจากคุณวิเศษดังนี้บ้าง อสิตฤษีก็เป็นเช่นนั้น. บทว่า โน จ กุมาเร ภวิสฺสติ อนฺตราโย ความว่า อันตรายจักไม่มีในพระกุมารนี้หรือหนอ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๒. บทว่า น โอรกายํ คือพระกุมารนี้ เป็นผู้ไม่เลว คือ ไม่เป็นผู้เล็กน้อย. อสิตฤษีกล่าวถึงพุทธานุภาพที่ควรกล่าว ในคาถาต่อไป. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๓. บทว่า สมฺโพธิยคฺคํ คือ สัพพัญญุตญาณ. จริงอยู่ สัพพุตญาณนั้นชื่อสัมโพธิ เพราะตรัสรู้โดยชอบ ด้วยความไม่วิปริต. สัพพัญญุตญาณ ท่านกล่าวว่าเลิศ เพราะสูงสุดกว่าญาณ ทั้งปวง โดยไม่มีเครื่องกีดกั้นในที่ไหน ๆ. บทว่า ผุสิสฺสติ เเปลว่า บรรลุ. บทว่า ปรมวิสุทฺธทสฺสี ได้แก่ เห็นพระนิพพาน. จริงอยู่ พระนิพพาน นั้นชื่อว่าบริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว. บทว่า วิตฺถาริกสฺส ตัดบทเป็น วิตฺถาริกํ อสฺส พรหมจรรย์จักแพร่หลาย. บทว่า พฺรหฺมจริยํ คือ คำสั่งสอน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka