Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 47 หน้าที่ 921

เล่ม มมร. 47 หน้า 921 ข้อ 430
บัดนี้ อุปสีวมาณพครั้นได้ฟังว่า ละกามทั้งหลาย พิจารณาเห็นกาม ที่ตนละได้แล้วด้วยการข่มไว้ จึงกล่าวคาถาว่า สพฺเพสุ ในกามทั้งปวง ดังนี้. บทว่า หิตฺวา มญฺํ๑ ละสมาบัติอื่นเสียได้ คือละสมาบัติอื่น ๖ อย่าง ที่ต่ำกว่าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น . บทว่า สญฺาวิโมกฺเข ปรเม น้อม ใจลงในสัญญาวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง คือน้อมใจลงในอากิญจัญญายตนสมาบัติ อันเป็นสัญญาวิโมกข์สูงสุดในบรรดาสัญญาวิโมกข์ ๗ อย่าง. บทว่า ติฏฺเ นุ โส ตตฺถ อนานุวายี๒ อุปสีวมาณพทูลถามว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่หวั่นไหว พึงตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกหรือหนอ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงรับรองการตั้งอยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัป ของบุคคลนั้นจึงตรัสคาถาที่สาม. อุปสีวมาณพได้ฟังการตั้งอยู่ ในคาถาที่สามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทูลถามความเป็น สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ จึงกล่าวคาถาว่า ติฏฺเ เจ หากพึงตั้งอยู่ ดังนี้ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ สิ้นปีแม้มาก คือสิ้นปีแม้ นับได้ไม่น้อย. ปาฐะว่า ปูคมฺนิ วสฺสานิ บ้าง. ในบทนั้นพึงทำฉัฏฐีวิภัตติ ให้เป็นปฐมาวิภัตติ โดยเปลี่ยนแปลงวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปูคํ นี้ ควรแปลว่า มาก. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปคานิ บ้าง. ปาฐะ ก่อนดี กว่าปาฐะทั้งหมด. บทว่า ตตฺเถว โส สีติ สิยา วิมุตฺโต ผู้นั้นพึงพ้น จากทุกข์ต่าง ๆ ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกนั้นแล พึงเป็นผู้เย็น ความว่า บุคคลนั้นพึงพ้นจากทุกข์ต่าง ๆ ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกนั้นแล พึง เป็นผู้ถึงความเย็น เป็นผู้เที่ยงที่จะบรรลุนิพพานตั้งอยู่. บทว่า ภเวถ ๑. บาลีเป็น หิตฺวามญฺํ, ๒. ม.ยุ. อนานุยายี.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka