ใจไปด้วยศรัทธา ปรารภวิปัสสนาโดยนัยมีอาทิว่า สังชารทั้งหลายทั้งปวงไม่
เที่ยง ก็จักถึงนิพพานอันเป็นฝั่งโน้นแห่งวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมัจจุ. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัตนั่นแล.
เมื่อจบเทศนาพระปิงคิยะตั้งอยู่ในพระอรหัต. พาวรีพราหมณ์ตั้งอยู่
ในอนาคามิผล. ส่วนศิษย์ ๕๐๐ ของพาวรีพราหมณ์ ได้เป็นพระโสดาบัน.
บัดนี้ ปิงคิยภิกษุ เมื่อประกาศความเลื่อมใสของตน จึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า เอส ภิยฺโย ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปฏิภาณวา ทรงมีปฎิภาณ คือเข้าถึงปฏิภาณ-
ปฏิสัมภิทา (ปัญญาอันแตกฉานในปฏิภาณ). บทว่า อธิเทเว อภิญฺาย
คือทรงทราบธรรมเป็นเหตุให้เรียกว่าอธิเทพ. บทว่า ปโรวรํ คือเลวและ
ประณีต. ท่านอธิบายว่า รู้ธรรมชาติทั้งปวงอันทำความเป็นอธิเทพ ของตน
และของคนอื่น. บทว่า กงฺขีนํ ปฏิชานตํ คือเหล่าชนผู้มีความสงสัยปฏิญาณ
อยู่ว่า เราหมดความสงสัยในธรรมของสัตบุรุษ. บทว่า อสํหิรํ ได้แก่นิพพาน
อันราคะเป็นต้นนำไปไม่ได้. บทว่า อสงฺกุปฺปํ คือไม่กำเริบมีอันไม่แปร-
ปรวนไปเป็นธรรมดา. พระปิงคิยะกล่าวถึงนิพพานด้วยบทสองบท. บทว่า
อทฺธา คมิสฺสามิ คือข้าพระองค์จักถึงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นเป็นแน่แท้.
บทว่า น เมตฺถ กงฺขา คือความสงสัยในนิพพานนี้มิได้มีแก่ข้าพระองค์. บทว่า
เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นผู้มีจิต
น้อมไปแล้ว คือพระปิงคิยะยังศรัทธาให้เกิดขึ้นในตนด้วยพระโอวาทของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้านี้ว่า แล้วปล่อยเสียด้วยศรัทธาธุระนั่นเอง เมื่อจะประกาศ