Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 48 หน้าที่ 19

เล่ม มมร. 48 หน้า 19 ข้อ 1
สุวตฺเถ ได้แก่ มีพัสตราภรณ์อันงาม โดยเป็นผ้าทิพย์ มีเครื่องปกปิดคือ ผ้านุ่งและผ้าห่มเป็นต้น มีรัศมีของผู้มีแสงสว่างอันบริสุทธิ์ดี มีหลากสี ด้วยเครื่องย้อมต่าง ๆ เกิดแต่กัลปพฤกษ์และลดา. บทว่า โอภาสสิ แปลว่า ส่องสว่าง. บทว่า วิชฺชุริว แปลว่า คล้ายฟ้าแลบ. บทว่า อพฺภกูฏํ ได้แก่ ยอดเมฆ. ก็คำนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ อีกนัยหนึ่ง คำว่า โอภาสสิ เป็นคำกล่าวอรรถ เพราะเหตุที่อยู่ภายใน. อธิบายว่า ส่องสว่าง. คำว่า อพฺภกูฏํ ในฝ่ายนี้ พึงเห็นว่า เป็นทุติยา- วิภัตติ ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติเท่านั้น. ก็ในข้อนี้ มีความดังนี้ว่า ยอดเขาแดงฉาบด้วยแสงสนธยา แม้ ตามปกติก็ส่องสว่างอยู่ สายฟ้าที่รุ่งโรจน์อยู่โดยรอบ ก็แลบส่องสว่าง โดยพิเศษ ฉันใด วิมานนี้รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ อันสำเร็จมาแต่ทอง อันบริสุทธิ์ดี มีรัศมีซ่านออกอยู่โดยปกติ ตัวท่านประดับด้วยอลังการ ทุกอย่าง ก็ส่องแสงสว่างโดยพิเศษ ด้วยรัศมีเรือนร่างของท่าน และแสง ประกายแห่งพัสตราภรณ์ อันโชติช่วงโดยประการทั้งปวง ก็ฉันนั้น เหมือนกัน. ก็ในปฐมปีฐวิมานนี้ คำว่า ปีํ นี้ เป็นคำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง. คำว่า อพฺภกูฏํ เป็นคำกล่าวถึงตัวอย่าง. คำว่า เต ก็อย่างนั้น เป็น คำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง. แท้จริง คำนั้น ท่านเพ่ง คำว่า ปีํ นี้ แม้ กล่าวเป็นฉัฏฐีวิภัตติ ครั้นเพ่งบทเหล่านี้คือ อลงฺกเต มาลฺยธเร สุวตฺเถ โอภาสสิ ก็เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ เพราะฉะนั้น ท่านจึง อธิบายว่า ตฺวํ ท่าน. คำว่า วิชฺชุริว เป็นคำกล่าวยกตัวอย่าง. คำว่า โอภาสสิ นี้ เป็นคำแสดงถึงความเกี่ยวกันของข้ออุปไมย และอุปมาแม้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka