Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 48 หน้าที่ 81

เล่ม มมร. 48 หน้า 81 ข้อ 8
ในคาถานั้น ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม เทวดาองค์นั้น ยังมิได้ขึ้นเรือนั้น ยังมิได้ลงเล่นสระโบกขรณี ทั้งยังมิได้หักดอกปทุม ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น เทวดาองค์นั้น ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือน ถึงอานุภาพของกรรม ก็ยังขวนขวายจะอยู่ในน้ำเสมอ ๆ จึงกระทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวไว้ก็โดยจะแสดงการตัดกิริยา [การการทำ] นั้น ออกไปเสีย ก็ความข้อนี้ มิใช่จะพึงเห็นในคติยนาวาวิมานนี้แห่งเดียว เท่านั้น ที่แท้ แม้ในวิมานหนหลัง ๆ ก็พึงเห็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กูฏาคารา ได้แก่ มีคฤหาสน์ติดช่อฟ้าอันทำด้วยทอง. บทว่า นิเวสา แปลว่า นิเวศน์. อธิบายว่า กูฏาคาร [ส่วนตัว] ทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิภตฺตา ภาคโส มิตา. จริงอยู่ กูฏาคารเหล่านั้น เป็นศาลาสี่หลัง มีรูปจัดจำแนก ประหนึ่ง แบบพิมพ์ของกันและกัน ประหนึ่งกำหนดไว้เป็นส่วนสัด เพราะมีขนาด เท่ากัน. บทว่า ททฺทลฺลมานา แปลว่า เมื่อส่องแสง. บทว่า อาภนฺติ ได้แก่ ส่องแสงสว่าง ด้วยข่ายรัศมีทองแกมแก้วมณี. ด้วยบทว่า ภิกฺขู เทวดากล่าวหมายถึงหมู่ภิกษุ ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. คำว่า มม นี้ เพ่งคำต้นและคำหลัง ประกอบความในคำนี้ อย่างนี้ว่า แห่งกรรมของข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์. คำว่า อุทกํ อปายิ เทวดากล่าวถึงอุทกทานถวายน้ำนี้ใด ทิพยสมบัติก็เป็นผลแห่งบุญ กรรมนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลเลิศ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ได้เสวยน้ำที่ข้าพระองค์ถวายแล้ว ก็เพื่อ ประโยชน์แก่ข้าพระองค์. คำที่เหลือก็มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงการทำพระธรรมเทศนาเป็น สามุกฺ-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka