เห็นว่าไม่ลบวิภัตติ. อธิบายว่า รถ ๕๐๐. บทว่า อนฺเวนฺติ ตํ สารถิ-
โจทิตา หยา ความว่า ดูก่อนท่านเทวดาผู้เจริญ ม้าเหล่านี้เทียมรถ
อันสารถีเตือนแล้วย่อมพาท่านไป. เกจิอาจารย์กล่าวว่า สารถิอโจทิตา
ความว่า อันสารถีทั้งหลายไม่ต้องเตือนเลย ก็พาท่านไป. อีกนัยหนึ่ง
บทหนึ่งว่า สารถิโจทิตา หยา ท่านกล่าวทำทีฆะ เพื่อสะดวกแก่คาถา
ประกอบความว่า ม้าเทียมรถ ๕๐๐ อันสารถีเตือนแล้ว.
บทว่า สา ติฏฺสิ แปลว่า ท่านนั้นยืนอยู่. บทว่า รถวเร ได้แก่
รถอันสูงสุด. บทว่า อลงฺกตา ได้แก่ มีเรือนร่างประดับด้วยทิพยาลังการ
มีภาระ [ น้ำหนัก ] ๖๐ เล่มเกวียน. บทว่า โอภาสยํ ชลมิวโชติปาวโก
ได้แก่ ส่องแสงสว่างโชติช่วง อยู่ประดุจดวงไฟลุกโพลง. ท่านอธิบายว่า
ส่องแสงสว่างรุ่งเรืองอยู่โดยรอบ. คำว่า โชติ เป็นชื่อทั่วไปของดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์และดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย. บทว่า วรตนุ ได้แก่ ผู้ทรงรูป
สูงสุด [ คือสวย ] ผู้งามทุกส่วน. ผู้ที่ดูไม่จืดเลย น่าดูไม่ทราม อธิบาย
ว่าน่าดู น่าเลื่อมใส เพราะงามทุกส่วนนั้นนั่นเอง. บทว่า กสฺมา น
กายา อนธิวรํ อุปาคมิ ความว่า ท่านมาแต่หมู่เทพชั้นไรหนอ จึงมา
เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม.
เทวดานั้นถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงองค์จึงกล่าว
คาถาว่า
บัณฑิตกล่าวเทพ [ ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี ] ที่
เป็นผู้เลิศด้วยกาม [กามวจร] หมู่ใดว่าเป็นเทวดา
ผู้ยอดเยี่ยมยินดีด้วยกามสมบัติที่เหล่าเทพชั้นนิม-
มานรดีเนรมิตให้ ดีฉันเป็นเทพอัปสรมีวรรณะงาม