บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่าเนือง ๆ. บทว่า นนฺทนํ สุตฺวา ความว่า
เพราะได้ทราบทิพยสมบัติมีอย่างต่าง ๆ ในภพดาวดึงส์นั้นว่า ชื่อว่า
นันทนวัน ในภพดาวดึงส์เป็นเช่นนี้ และเป็นเช่นนี้. บทว่า ฉนฺโท
ได้แก่ ความพอใจในกุศลเป็นเหตุแห่งบุญกรรมที่จะให้บังเกิดในภพดาว-
ดึงส์นั้น หรือความพอใจด้วยอำนาจตัณหา อันเป็นความปรารถนาที่จะ
เกิดในภพดาวดึงส์นั้น. บทว่า อุปปชฺชถ แปลว่า เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า
ตตฺถ ได้แก่ ในภพดาวดึงส์. จริงอยู่ เทพธิดากล่าวถึงเทวโลกนั้น แม้ด้วย
การอ้างถึงสวนนันทนวัน. บทว่า อุปปนฺนามฺหิ ความว่า ดีฉันเกิดแล้ว
คือได้บังเกิดแล้ว.
บาทคาถาว่า นากาสึ สตฺถุ วจนํ ความว่า ดีฉันไม่ได้ทำตาม
พระดำรัสที่พระศาสดาได้ตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราสรรเสริญภพแม้มีประมาณน้อย ก็หามิได้. อธิบายว่า ไม่ละฉันทราคะ
ในภพทั้งหลาย. พระอาทิตย์เป็นโคดมโคตร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็น
โคดมโคตร เพราะเหตุนั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน
เพราะทรงมีพระโคตร. อีกอย่างหนึ่ง เผ่าพันธุ์ของพระอาทิตย์ ชื่อว่า
อาทิจฺจพนฺธุ คือพระผู้มีพระภาคเจ้า. อีกอย่างหนึ่ง เผ่าพันธุ์ชื่อว่าพระ-
อาทิตย์ เพราะทรงอาศัยพระอาทิตย์นั้นแล้วเกิดในอริยชาติ หรือชื่อว่า
อาทิจจพันธุ์ เพราะทรงเป็นบุตรเกิดแต่อกของพระอาทิตย์นั้น คือพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วว่า
พระอาทิตย์ใดส่องแสงสว่าง กำจัดความมืด
ในยามมืด รุ่งโรจน์เป็นมณฑลดวงกลม มีอำนาจ