ย่อมกระทำให้ผสมผสานเป็นอันเดียวกัน คือรวมกัน ให้มีรสกลมกลืนกัน
อธิบายว่า เทียบเสียงพิณกับเสียงขับร้อง และเทียบเสียงขับร้องกับเสียง
พิณ ไม่ลดรสมีรสหรรษาเป็นต้น ตามที่ได้แล้วด้วยการฟ้อนรำ ชื่อว่า
ย่อมผสมผสานกลมกลืนกัน. บทว่า อเถตฺถ นจฺจนฺติ อเถตฺถ อจฺฉรา
โอภาสยนฺติ ความว่า อัปสรเหล่าอื่น บางพวกก็กระทำการขับร้อง
เป็นต้น ให้มีรสเหมาะกันอย่างนี้ ฟ้อนรำอยู่ในรถนี้ คือรถของท่านนี้
อีกพวกหนึ่ง เป็นอัปสรชั้นประเสริฐ เป็นอัปสรชั้นสูงสุด ชมการ
ฟ้อนรำ ทำสิบทิศให้สว่างไสว คือให้โชติช่วงไปสิ้น ทั้งสองส่วน คือ
ในทั้งสองข้าง ในนั้น คือในที่นี้ ด้วยแสงสว่างแห่งเรือนร่างของตน
และด้วยแสงสว่างแห่งพัสตราภรณ์.
บทว่า โส ได้แก่ ท่านนั้นเป็นอย่างนั้น. บทว่า ตุริยคณปฺป-
โพธโน ได้แก่ อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้มแล้ว. บทว่า มหียฺยมาโน
แปลว่า อันทวยเทพบูชาอยู่. บทว่า วชิราวุโธริว แปลว่า ราวกะ
พระอินทร์.
บทว่า อุโปสถํ กํ วา ตุวํ อุปาวสิ ความว่า พระมหาโมค-
คัลลานเถระถามว่า แม้คนอื่น ๆ ก็รักษาอุโบสถกัน ท่านเล่ารักษา
อุโบสถอะไร คือเช่นไร. บทว่า ธมฺมจริยํ ได้แก่ บำเพ็ญบุญมีให้ทาน
เป็นต้น. บทว่า วตํ ได้แก่ สมาทานวัต. บทว่า อภิโรจยิ แปลว่า
ชอบใจยิ่ง ความว่า ชอบใจบำเพ็ญ ปาฐะว่า อภิราธยิ ก็มี ความว่า
ให้เกิดประโยชน์ คือให้สำเร็จประโยชน์.
บทว่า อิทํ เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ผลนี้.
บทว่า อภิโรจเส แปลว่า โชติช่วงข่ม.